ชีวิตในปฐมวัย

      
        ในตอนปฐมวัย น่าสังเกตว่าชีวิตคนไทยสมัยโบราณเกี่ยวกับการเล่นและการเรียน ขอให้เราได้ศึกษาจากชีวิตขุนช้าง พลายแก้ว และพิมพิลาไลย
       
เรื่องการเล่นของเด็กทั้งสามมีข้อควรสังเกต ขุนช้าง พลายแก้วนั้น สาบานเป็นเพื่อนกัน  ตามพิธีต้องใช้เหล้าแล้วปฎิญาณว่าจะซื่อตรงต่อกันจนตาย  ใครทรยศให้ล้มตายไป พออธิษฐานเสร็จขุนช้างเอานิ้วจิ้มเหล้ามาควั่นคอตัวเอง  นองจากนั้นนางพิมพ์ขอเล่นตามประสาเด็กหญิง  คือเล่นหุงข้าวต้มแกง  กวาดทรายทำเป็นรั้วบ้าน เล่นทำบุญให้ทาน ให้ขุนช้างเป็นสมภารมอญ  พลายแก้วเป็นสมภารไทย  สวดมนต์ฉันเสร็จแล้วพลายแก้วชวนเล่นเป็นผัวเป็นเมียกันต่อไป  เป็นเรื่องระหว่างขุนช้างกับพลายแก้ว ซึ่งพยายามชิงนางพิม ถึงกับเกิดเรื่องชกต่อยกันเจ็บปวดไปตามๆ กัน เรื่องนี้ผู้แต่งได้รับรองไว้ว่า

   ท่านผู้ฟังทั้งสิ้นอย่ากินแหนง
เด็กอุตริเล่นหากเป็นไป
เด็กเล่นสิ่งไรก็ไม่ผิด
อันคดีมีแต่โบราณมา
จะประดิษฐ์คิดแต่งก็หาไม่
เทวทูตดลใจให้ประจักษ์ตา
ทุจริตก็เป็นเหมือนปากว่า
ตำรานี้มีอยู่ในสุพรรณฯ

           เรื่องกลอนตอนนี้เข้าใจว่ากวีอ้างว่า  เมื่อเป็นเด็กเล่นกันอย่างไร เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็เป็นดังนั้น คือ ปฐมวัยย่อมซื้ออนาคต เข้าใจว่จะตรงกับคำกวีอังกฤษชื่อ Wordsworth ที่ว่า The child is the father of the man แปลว่า เด็กคือบิดาของคน หมายความว่า คนเราโตขึ้นมาจะเป็นอย่างไรย่อมแสดงออกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  พลายแก้วกับขุนช้างเล่นแย่งนางพิมกันในวัยเด็ก  ครั้นโตขึ้นต้องแย่งกันจริงๆ ดังปรากฎในเรื่องตอนหลัง
            ในวรรณคดีไทยโบราณมักกำหนดให้ตัวพระเอกไปศึกษาเล่าเรียนกับพระฤๅษี นี่คงเป็นความคิดข้างพราหมณ์และคงได้แบบจากประวัติพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะพระรามนั้นได้ศึกษาวิชาความรู้จากฤๅษีสวามิตรและวสิฐดังนี้เป็นตัวอย่าง  แต่ฤๅษีในเมืองไทยไม่มี สุนทรภู่จึงแต่งเรื่องพระอภัยมณีโดยให้พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณไปศึกษาจากพราหมณ์ ซึ่งถือว่าเป็นทิศาปาโมกข์
             แต่ว่าตามประวัติศาสตร์ไทยเรามีพระสงฆ์เป็นครูมาแต่ไหนแต่ไร  พอจะสังเกตได้จากเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนต้นๆ จึงน่าจะเห็นชีวิตในทางสังคมของคนครั้งนั้นได้บ้าง  จะเก็บเฉพาะความสำคัญมาอ้างดังนี้
        
๑.  ชายหนุ่ม  ธรรมดาครั้งนั้นพอเด็กชายอายุพอสมควรก็ให้ไปอยู่วัด  ศึกษาวิชากับพระตอนอายุไม่ครบ ๒๑ ปี ก็บวชเณร เช่น พลายแก้ว และพลายชุมพล เละเล่าเรียนพุทธศาสนาชั้นต้น เช่น พลายแก้วเรียนจนสามารถเทศน์มหาชาติได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็เรียนการรบไปด้วย  โดยเฉพาะวิธีรบมักเรียนทางไสยศาสตร์อันได้แก่ คาถาอาคมต่างๆ เช่น พลายแก้วเรียนวิชากับอาจารย์คง วัดแค ดังนี้ :-

       สะกดทัพจับพลทั้งปลุกผี
ปัทมังกำบังตนทนทาน
ทั้งพิไชยสงครามทั้งความรู้
ฤกษ์ผานาทีทุกสิ่งไป
ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ
สู้ศึกได้สิ้นทั้งดินแดน
ถอนอาถรรพ์กันประกอบประกับมี
ผูกพยนต์ฤทธีกำแหงหาญ
สะเดาะดาลโซ่กุญแจประจักษ์ใจ
อาจปราบศัตรูไม่สู้ได้
ทั้งเสกใบมะขามเป็นต่อแตน
คุมพลแม่ทัพนับตั้งแสน
มหาละลวยสุดแสนเสน่ห์ดี
เลี้ยงผีพรายกระซิบทุกสิ่งไป

             ๒.   หญิงสาว ลูกผู้หญิงมักได้รับการอบรมเรื่องการเหย้าเรือนเป็นพื้น  หนังสือไม่ใคร่จะได้เรียน การเรียนของผู้หญิงมักเป็นวิชาการเรือน เช่น การเย็บปักถักร้อย นางพิม ลาวทอง ศรีมาลา ล้วนเย็บปักเก่งทั้งนั้น หญิงสาวระมัดระวังไม่เที่ยวคนเดียว ไปไหนก็มีคนตามเช่น นางพิมมีสายทอง นางศรีมาลา มีนางเม้ย
             ๓.   ชายหนุ่มหญิงสาว  จะมีโอกาสพบกันในวันนักขัตฤกษ์ และมีการทำบุญสุนทานที่วัด ในโอกาสนี้เองที่หญิงชายจะได้เห็นกัน นับวาการสมาคมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายยังอยู่ในวงแคบมาก
             ประเพณีในปฐมวัยของเด็ก มีอยู่อย่งหนึ่งคือ โกนจุก
             ธรรมดาเด็กไทยไว้จุกทั้งหญิงชาย นิยมทำกันทั้งคนชั้นสูงและคนธรรมดา  การไว้จุกเป็นเครื่องหมายของความเป็นเด็ก คือยังอยู่ในปฐมวัย
             เมื่อเด็กอายุ ๑๑-๑๓ ขวบ ก็ถือกันว่าจะต้องเข้าพิธีตัดจุก หรือ โกนจุก ถ้าเป็นเจ้านายเรียกว่า โสกันต์  การโกนจุกเป็นเครื่องแสดงว่าเด็กผ่านจากวัยเด็กมาสู่วัยหนุ่มสาวแล้ว  พิธีรีตองก็มีอยู่มากทั้งพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์