เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๗  ณ โรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน








































































































































































































































































































 

ท่านผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการเขตพื้นที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน ท่านวิทยากรพิเศษ ท่านผู้บริหาร คณะครู และนักเรียน
     ขอกล่าวคำสวัสดี กับทุกท่าน การบรรยาย ภาคเช้าในวันนี้ ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนปัว ได้กล่าวไว้ในรายงาน ว่าเป็นการบรรยายพิเศษ และในตอนท้าย ขอให้มีการชี้แจงหรือทำความเข้าใจ เกี่ยวกับงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนด้วย ก็คงให้เป็นไปตามนั้น
เป้าหมายของการเรียนรู้
     ในเรื่องของงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโรงเรียน กับครู กับนักเรียน และโดยรวมกับผู้บริหารของเขตพื้นที่การศึกษา คืองานการเรียนรู้ ซึ่งงานการเรียนรู้ถือว่าเป็นงานเป้าหมาย เป้าหมายของพ่อของแม่ ที่ส่งลูกของตนมาโรงเรียนเพื่อที่จะให้ได้เป็นลูกและเป็นศิษย์ของครู ที่อยู่ในโรงเรียนนั้นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเป้าหมายของพ่อ แม่ เรามาพิจารณาต่อไปว่าเป็นเป้าหมายของเยาวชนด้วยหรือเปล่า
ในการเรียนรู้นี้ ถ้าหากถามเด็กเล็กๆ ก็อาจตอบไม่ชัดเจนนัก แต่ถ้าเมื่อใดถามเด็กที่อยู่ในระดับมัธยม และโดยเฉพาะมัธยมปลาย คำตอบจะชัดเจนมาก สรุปก็คือ ปรารถนาจะเรียนรู้เพื่อจะไปมีชีวิตที่ดี มีอาชีพที่ดี ทำงานทำการใดๆได้ถึงที่ตั้งใจ ก็ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็คงต้องมาดูกันว่า ในการเรียนรู้ที่จะเกิดมีขึ้นในโรงเรียน เยาวชนของเราควรจะได้มีการเรียนรู้อะไรกันบ้าง จึงเห็นว่าคงต้องมีการเรียนรู้ ทั้งหมด 5 ประการ ด้วยกัน คือ กาย จิต จริยะ ชีวิต วิทยาการ
รู้วิทยาการ
     ในประการที่ 1 คือ รู้วิทยาการ คำว่ารู้วิทยาการนี้ เราก็คงมองออกไปเป็นส่วนๆ ได้อีกเหมือนกัน รู้วิทยาการในขั้นต้นก็คือรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ ดำรงชีวิตของตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลามาโรงเรียน. เรามักจะเห็นว่า เด็กเล็กๆ จะต้องเรียนรู้การสื่อกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสียก่อน การเรียนรู้การสื่อนั้นแท้ที่จริงทางบ้านคือแม่ ได้สอนลูกมาก่อนแล้ว นับแต่ลูกยังพูดไม่เป็น แม่ก็พยายามที่จะให้ลูกได้สื่อเป็น หรือ แม่พยายามที่จะสื่อกับลูกให้ได้ ถ้าสื่อไม่ได้ ชีวิต
ของลูกก็จะลำบาก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกไม่ตรงกัน คือสัมพันธ์กันแล้วสื่อไม่ตรงกัน ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า แม่มักจะใช้คำกับลูก เป็นต้นว่า เวลาให้ลูกได้รับประทานอาหาร แม่บอกว่าหม่ำๆ ลูกในวัยหัดพูดแล้วพูดขึ้นมาได้... ก็หม่ำๆ แต่ถ้ายังไม่หัดพูด พูดไม่เป็น ก็คงไม่พูดคำนั้นๆ.... หรือเวลาจะให้ลูกถ่าย จะถ่ายปัสสาวะ หรือ จะถ่ายอุจจาระ แม่บอกว่าฉี่ หรือ อึ... นี่เป็นการที่แม่สอนลูกในเรื่องของการสื่อ เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปกติ... พอลูกเริ่มพูดได้ แม่อุ้มลูก ในตอนเช้า เห็นนกอยู่ในพุ่มไม้อยู่ข้างบ้าน แม่ก็ชี้ แล้วบอกลูกว่า นก ลูกน้อยก็พูดว่า นก.. ถ้านกร้องจิ๊บๆ นกตัวน้อยร้องจิ๊บๆ แม่บอกว่านกจิ๊บๆ ลูกก็พูดว่า นกจิ๊บๆ... นี่คือการสอนของแม่ ที่จะให้ลูกสื่อกับบุคคลทั้งหลายได้
     พอมาถึงโรงเรียนในชั้นอนุบาล ครูจะเริ่ม คำว่า ก สระ ะ กะ ก สระ า กา พยายามให้เรียนรู้ เพื่อที่จะให้ชีวิตสื่อกับคนอื่นและดำรงอยู่ได้เป็นปกติ เมื่อศิษย์ ลูกศิษย์ เติบใหญ่ขึ้นมานิดหนึ่ง ก็อ่านหนังสือ พอเริ่มอ่าน สะกดคำได้ ครูก็เริ่มให้อ่าน เรื่องราวต่างๆ อาจเป็นนิทานบ้าง เป็นเรื่องต่างๆบ้าง ก็เพื่อจะให้เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ... ถ้าเป็นนิทาน มักจะเป็นนิทานที่สอนทางด้านจิต สอนทางด้านความดีต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของคน หรือพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ของสัตว์ทั้งหลาย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับคน นั้นเป็นการสอนให้รู้เรื่องราว พอเติบใหญ่ขึ้นมาอีกนิดหนึ่งก็เริ่มสอน ให้
     รู้จัก ข้อมูลต่างๆ ว่าถึง พระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ก็เริ่มรู้ นี่เป็นข้อมูล พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก นี่ก็เป็นข้อมูล... ตอนเที่ยงวันพระอาทิตย์ตรงศีรษะ นี่ก็เป็นข้อมูล นี่ก็เป็นความรู้อย่างหนึ่ง แต่การรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็คงเป็นการรู้ในลักษณะ ที่เป็นข้อมูล ที่เขากำหนดไว้ เป็นข้อมูลที่คนอื่นได้ศึกษา ได้บันทึกไว้ แล้วเราก็รับทราบมา ก็ถือว่าเป็นความรู้ แต่ความรู้นั้น เป็นความรู้ที่เรียกว่า วิชาการหรือวิทยาการของคนอื่น แล้วเราก็มารู้เรื่องราวนั้น นี่เป็นส่วนที่หนึ่ง
     วิทยาการในส่วนที่ 2 ถ้าเราจะพิจารณาดู เมื่อใดก็ตามเด็กน้อยสัมผัสสิ่งใดก็ตาม เราจะสังเกตเห็นว่า เด็กเวลาหัดคลาน จะคลานไปที่นั่นที่นี่ แล้วพอเห็นร่องนิดหนึ่ง เห็นช่อง เห็นรู สักนิดหนึ่ง เล็กๆ หรือเป็นแอ่งเล็ก จะเอื้อมมือออกไป เอานิ้วเล็กๆ สะกิด สะกิดหรือคุ้ยเขี่ยขึ้นมา พอเขี่ยขึ้นมามีอะไรติดที่ปลายนิ้วมือ เด็กน้อยจะทำอย่างไร... เด็กๆจำได้ เอาไปไว้ที่ไหน... เอาเข้าไปในปาก พอเข้าไปในปาก บางครั้งไม่เป็นอะไรน่าตาเฉยๆ อยู่ บางครั้งทำหน้าเหย เลย รสชาดมันอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องด้วยอารมณ์ ขณะนั้นเด็กน้อยได้สัมผัสกับสิ่งที่ตนเขี่ยออกมาได้ และนำมาสัมผัสกับลิ้นตน จึงเกิดเป็นรู้จริง เป็นความรู้ ความรู้ที่รู้จริงว่าสิ่งนี้เป็นเช่นนี้ และบางครั้งเด็กน้อยด้วยเหตุที่ยังไม่เคยสัมผัสมาก่อน พอไปสัมผัสอะไรสักอย่างมันร้อน เห็นเตาเห็นฟืนที่อยู่ในเตา ที่ฟืนกำลังลุกอยู่ ก็ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันเป็นอย่างไร ก็เอามือเอื้อมออกไป พอเอื้อมไปจับ อ้าวถ่านนั้นทำให้นิ้วพอง ก็ร้องขึ้นมา นั่นก็เป็นความรู้จริงของเด็กน้อย นี่ก็เป็นความรู้อีกเหมือนกัน และความรู้จริงนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิต จึงมาถึงข้อสรุปวิทยาการที่เกิดมีขึ้นเป็นสองส่วนแล้ว
     วิทยาการที่ 1 รู้จำ รู้ข้อมูลนี่ส่วนหนึ่ง วิทยาการที่ 2 รู้สัมผัส สัมผัสแล้วรู้จริงขึ้นมา นี่เป็นอีกส่วนหนึ่ง วิทยาการในส่วนที่ 3 เมื่อรู้จริงขึ้นมา ยังเกิดประโยชน์ เต็มที่ แก่ชีวิตยังไม่ได้ จะได้ก็ต่อเมื่อมาพิจารณา เมื่อเติบใหญ่ อีกสักนิดหนึ่ง ก็มาพิจารณา พิจารณาว่าสิ่งที่รู้จริงนั้น ได้เกิดอะไร แก่ตน เกิดเป็นประโยชน์ หรือเป็นอันตราย หรือไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ตน ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วความรู้ที่เรียกว่ารู้จริง ก็เริ่มกว้างขึ้น กระจ่างขึ้น และถ้ารู้พิจารณาต่อไป ว่าสิ่งที่เป็นความรู้นั้น ถ้าไปประสบหรือเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ แก่สังคม แล้วกระทบต่อสังคมอย่างไร นี่ก็เริ่มรู้กว้างขึ้นไปอีก รู้จริงที่กว้างขึ้นที่กระจ่างมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่ารู้จริงในส่วนนั้นแล้วรู้ต่อไปว่า สิ่งที่ตนรู้แล้วนั้น เกิดอาการอย่างนั้นขึ้น จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม สรรพสิ่งที่อยู่รอบตนอย่างไร คราวนี้ก็กว้างมากขึ้นไปอีก พอกว้างมากขึ้นไปอีก ก็เรียกว่ารู้แจ้งแล้วล่ะ แต่ยังไม่แจ้งจริง ถ้ารู้แจ้ง ที่แจ้งจริง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นความรู้ของตนนั้นเป็นวิทยาการของตนนั้น ได้กระทบองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อย่างไร ถ้ารู้อย่างนี้ ก็จะกลายเป็นการรู้แจ้ง นี่เป็นประการที่ 1 ที่ว่าเยาวชนมุ่งที่จะเรียนรู้ ครูจึงมีส่วนที่จะจัดการให้เกิดการเรียนรู้ รู้ที่จะสื่อกับคนทั้งหลาย และรู้ในสิ่งต่างๆที่อยู่รอบกายของตน ตลอดจนข้อมูลที่มีอยู่จนในที่สุด รู้แจ้งในวิทยาการ

รู้ชีวิต

     เอาล่ะ ทีนี้มาถึงประการที่ 2 การรู้แจ้งในวิทยาการจะทำให้ชีวิตเป็นสุข ดำรงอยู่อย่างปกติสุขได้หรือไม่ ก็ยังคงยังไม่ได้ มีคำกล่าวอยู่เสมอๆ มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด และในปัจจุบัน ถ้าจะพิจารณากันแล้ว ก็ปรากฏชัดเจน ว่ามีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดมากขึ้น แต่ก่อนนี้อาจจะมีน้อย คนใดก็ตามเรียนอยู่ประถมปีที่ 4 นี่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีมาแล้ว 50-60 ปีที่แล้ว เมื่อจบประถมปีที่ 4 เขามีความรู้ แล้วคนจบประถมปีที่ 4 เอาตัวรอด ที่เอาตัวไม่รอด มีอยู่บ้าง จำนวนน้อย แต่สมัยนี้ จบประถม จบมัธยม เรียนจบในระดับอุดมศึกษา แม้กระทั่งจบวิทยาลัย จบมหาวิทยาลัย เอาตัวไม่รอดมีมาก ชีวิตจึงวุ่นวายสับสน และในที่สุดหลายๆคน หลายสิบคน เกิดความเครียดในชีวิตขึ้นมาก ทำร้าย ทำลายชีวิตตนเอง ด้วยวิธีต่างๆนาๆ การทำร้ายตนเองที่เห็น ที่เห็นง่ายที่สุด คือไปติดสิ่งเสพติดทั้งหลาย ติดจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องรับสั่งด้วยความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ ด้วยความห่วงใยเยาวชนของเรา อย่างยาเสพติดเบื้องต้น คือ บุหรี่ รับสั่งชัดเจน พระองค์ท่านได้ทรงบุหรี่ระยะเวลาหนึ่ง และทรงสรุปชัดเจนว่า บุหรี่ไม่ได้มีความดีแก่ตนแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น จึงได้ทรงเตือนไว้... นี่เป็นตัวอย่างในเบื้องต้น หากติดบุหรี่ ก็เท่ากับว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” เพราะฉะนั้นคนที่จะเอาตัวรอด เราจะสังเกตเห็นเขาเป็นอย่างไร ถ้าเมื่อใดไปที่ไหน เขายิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อใดอยู่ในสภาพเหตุการณ์ใด เขามีความเบิกบาน เมื่อใดประสบเรื่องราวมีภาระที่ต้องรับภาระจำนวนมากมายปานใด ก็ตาม เขาก็ยังสงบนิ่ง ก็ยังเบิกบานอยู่ได้ นั่นเป็นความสำเร็จของชีวิต เป็นการเรียนรู้ เรียนรู้ที่เอาชีวิตให้รอดได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุฉะนั้น เยาวชนจึงต้องเรียนรู้ในประการที่ 2 ซึ่งขอเรียกว่า รู้ชีวิต ต้องให้รู้ชีวิต
ยกตัวอย่างง่ายๆ เยาวชนคนไหน หรือว่าผู้ใหญ่ก็ได้ สักคนหนึ่ง หรือยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวเข้าไปอีก ระหว่างเด็กน้อยกับแม่ หรือเด็กน้อยกับพ่อก็ได้ บางครั้งด้วยความรัก ที่แม่มีต่อลูก ลูกจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม่ก็บอกว่าอย่า... ลูกทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่ดี เด็กน้อยก็หยุด และด้วยความรักของแม่อีกเช่นกัน เมื่อลูกน้อยจะทำสิ่งอื่นสิ่งใดอื่นๆอีก แม่ก็บอกว่าอย่า... ลูกทำอย่างนี้ไม่ดี จะเสียอย่างนั้นอย่างนี้ และต่อมามีอีก 5-10 เรื่อง ก็ไม่ได้อีก เรื่องนี้จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้แม่เข้าใจชีวิตของลูกไหม แม่ก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเด็กน้อยจะต้องเรียนรู้ ถ้าสิ่งใดมิได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และมิได้ส่งผลเสียหายไปถึงบุคคลอื่น สิ่งอื่น เมื่อเด็กน้อยคนนั้นจะทำสิ่งใด แม่ก็ยินดีที่จะปล่อยให้เด็กน้อยได้กระทำ กระทำไปเพื่ออะไร เพื่อให้ได้รู้จริง รู้จริงในที่สุดก็ค่อยๆพัฒนาไปจนกระทั่งรู้แจ้ง นั่นเป็นอันว่า แม่เตรียมการให้ชีวิตของลูก ได้เดินไปในลักษณะที่เป็น ผู้รู้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับลูกก็เช่นกัน บางทีแม่บอกอย่างนี้ อึดอัดขัดข้องอยู่สักพักหนึ่ง เสร็จแล้วบอกหนที่ 2 อึดอัดขัดข้องอีก บอกหลายๆครั้ง หลายๆเรื่อง ลูกน้อยก็ไม่พอใจแม่แล้ว โอ๊ยทนไม่ได้อึดอัดขัดข้องไปหมด นี่ก็หมายความว่าลูกน้อยก็ยังไม่รู้ชีวิต ไม่รู้ถึงความห่วงใยของพ่อของแม่... ต่างคนต่างไม่รู้ เพราะฉะนั้น สัมพันธ์ภาพระหว่างแม่กับลูกที่เคยดีแสนดี กับกลายเป็นค่อยๆมีความเครียดเกิดขึ้นในสัมพันธ์อันนั้น และส่งผลเสียตามมาอีกไม่ใช่น้อย
     ทุกวันนี้เหตุการณ์ได้เป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุฉะนี้แหละ ถ้าหากว่ารู้ชีวิต คำว่า รู้ชีวิต เป็นอย่างไร ขอยกตัวอย่างให้เห็น ในขณะนี้ก็ได้ ถ้าผู้บรรยายกำลังบรรยายอยู่ และบังเอิญมีคนที่ได้นั่งอยู่ในห้องนี้ รับฟังอยู่นี้ หลับไปสักครึ่งห้อง ผู้บรรยายก็ยังบรรยายได้อยู่ ด้วยความเบิกบาน นี่ก็เรียกว่ารู้ชีวิต รู้ชีวิตเพราะอะไร ผู้ฟังเดินทางมาตั้งไกล เหน็ดเหนื่อย บางทีอาหารเช้าได้รับประทานมานิดเดียว หรือบางทียังไม่ได้รับประทาน มีความอ่อนระโหย เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเป็นต้องเข้ามาสู่พิธีเปิดการฝึกอบรม และจำเป็นที่จะต้องนั่งรับฟังการบรรยายพิเศษ ซึ่งได้กำหนดไว้ในกำหนดการ แต่ผู้บรรยายไม่ได้หวั่นไหวอะไร ก็เข้าใจ เออหลับก็ดีเหมือนกันนี่ ผู้บรรยายเดือดร้อนไหม ไม่วิตกกังวล ก็บรรยายอยู่ได้ คนใดที่ยังตื่นอยู่ก็ได้รับทราบสาระ ผู้บรรยายก็สามารถทำความดีตามที่ตนปรารถนาจะทำ ต่อไปได้ โดยไม่เกิดอาการขุ่นมัว เกิดอาการวิตกกังวล ยังมีความเบิกบานร่าเริงอยู่ นี่เรียกว่ารู้ชีวิต และนี่เป็นตัวอย่างง่ายๆที่เห็นได้ไม่ยาก
บางครั้งเวลาเราเห็นใครสักคนหนึ่ง ทำสิ่งที่เราคิดในใจ แล้วว่าไม่ดี แล้วเราก็อึดอัดขัดข้อง หากว่าเรารู้จักชีวิต ก็เข้าใจว่าคนนั้น เขาทำสิ่งนั้นเช่นนั้นด้วยเหตุที่เขาไม่รู้ เขาจึงทำเช่นนั้น ถ้าเขารู้เขาไม่ทำหรอก ไม่มีใครอยากจะทำสิ่งไม่ดีหรอก เพียงแค่นี้ จิตใจก็เบิกบาน ก็สบายใจ ก็ไม่ไปตำหนิ ติว่า ไม่ไปประณาม เมื่อไม่ไปตำหนิ ติว่า ไม่ไปประณาม สัมพันธภาพระหว่างเรากับคนนั้นก็จะดีไปนานแสนนาน ทุกวันนี้คนคบหากัน เพราะเหตุใด เหตุเพราะว่า ต่างคนต่างก็เห็นความดีที่มีอยู่ในกันและกัน สัมพันธภาพจึงเริ่มต้น แต่บางที คบกันเป็นเพื่อน พูดจากันดี เป็นไปอยู่ระยะหนึ่ง และจากนั้นบอก โกรธกันแล้ว เพราะความชื่นชมศรัทธาจางไป นี่เรียกว่าไม่เข้าใจชีวิต

เหตุเพราะชื่นชมศรัทธาในดีที่มีในกันและกัน
สัมพันธภาพจึงเกิด
เหตุเพราะไม่ปฏิเสธไม่ดีที่มีในกันและกัน
สัมพันธภาพจึงดำรง

จะหาใครสักคนหนึ่ง หาชีวิตสักชีวิตหนึ่งที่จะมีดีๆๆๆ ดี
จนกระทั่งความไม่ดีไม่มีเลย จะหาได้ไหม ลองคิดดู ตอนนี้เขาทำสิ่งนี้ถูกใจ เราพึงใจที่เขาทำสิ่งนี้ เราก็เออ เขาเป็นเพื่อนที่ดี พอเขาขัดใจ เรา เราบอกว่าเขาเป็นเพื่อนที่ไม่ดีแล้วล่ะ โกรธกันแล้วล่ะ ถ้าเป็นเด็กก็ให้นิ้วโป้งกันแล้วล่ะ พอให้นิ้วโป้งกันสักพักหนึ่ง ไม่มีเพื่อนเล่น มาให้นิ้วก้อย ดีกันแล้ว นี่เด็กรุ่นโบราณ เป็นอย่างนี้ รุ่นปัจจุบันมีอยู่หรือเปล่า ยังให้นิ้วโป้ง นิ้วก้อยกันไหม นิ้วโป้งให้โป้งกัน แสดงว่าโกรธกัน ถ้าให้ก้อยกัน เอาก้อยมาเกี่ยวกัน แสดงว่าดีกัน มาเป็นเพื่อนกัน เด็กๆ เมื่อ 60-70 ปีเขาใช้วิธีนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ นี่ก็เรียกว่า รู้ชีวิต

รู้จริยะ
ชีวิตจะดำเนินดีได้ แต่ละคนจะต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ถ้าหากว่าไม่มีพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้ว อยู่ได้ไม่นานสัมพันธภาพอาจจะจางลง อาจจะด้อยลง อาจจะเสียไปในที่สุด
เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่ดี จึงเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตของคน ใครก็ตาม เยาวชนคนหนึ่ง ผู้ใหญ่คนหนึ่ง จะอยู่ในโลกนี้อย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียวไม่ได้ มีบางคนกล่าวว่า ฉันจะอยู่ตัวคนเดียวในโลก ที่กล่าวอย่างนั้น พูดอย่างนั้น พูดได้ แต่ทำไม่ได้ ไม่มีทางที่ทำได้ เหตุเพราะอะไร ชีวิตของคนของสัตว์ทั้งหลาย จำเป็นจะต้องมีการอยู่ร่วมกันรวมกัน เป็นสังคม เมื่อเป็นสังคมแล้ว พฤติกรรมที่สัตว์แต่ละตัว ที่คนแต่ละคน จะแสดงออก จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และ
พฤติกรรมที่เหมาะสมเป็นเช่นไร จะดื่มน้ำ จะดื่มอย่างไร จะรับประทานอาหารร่วมกัน จะมีพฤติกรรมอย่างไร มีข้าวของเครื่องใช้เป็นของส่วนตัว ควรจะจัดการเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ แบ่งปันกันอย่างไร มีอาหารการกินทั้งหลาย ขณะไปทำงานร่วมกัน ไปในงานร่วมกัน ควรจะแบ่งปันกันอย่างไร ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น พฤติกรรมที่ต้องได้รับการปฏิบัติ เพื่อจะมีการปฏิบัติที่เหมาะสม จึงต้องมีการเรียนรู้ ที่เหมาะสม เรียกว่า รู้จริยะ นี้เป็นประการที่ 3

รู้จิต

     รู้หนึ่ง รู้วิทยาการ รู้สอง รู้ชีวิต และรู้สาม รู้จริยะ ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร กับบุคคลทั้งหลาย กับเพื่อนร่วมงาน กับน้อง กับพี่ กับพ่อ กับแม่ ทีนี้การปฏิบัติที่เรียกว่า จริยะนี้ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งก็คือจริงใจ บางครั้งการปฏิบัติเป็นไปในลักษณะที่รียกว่าฝืนใจ ถ้าฝืนใจเมื่อใด แล้วทำไป กิริยาอาการที่แสดงออกจึงเป็นการเสแสร้ง จะทำให้คงเส้นคงวาไม่ได้ เกิดการอึดอัดขัดข้องในตนเอง ชีวิตก็ไร้ความเบิกบาน เพราะเช่นนั้น จริยะที่งาม จึงจะต้องมาจากจิตที่งดงาม ถ้าจิตไม่เอื้อเฟือเผื่อแผ่ และจำเป็นต้องแบ่งปันสิ่งที่ตนมีให้คนอื่น เวลาจะให้แทนที่จะยื่นให้ด้วยความนอบน้อม ก็กลับเหวี่ยงให้อย่างเสียไม่ได้ ก็เสียหาย คือของให้ไปแล้ว ซ้ำยังไม่ได้เพื่อน เพราะอะไร เพราะให้อย่างเสียไม่ได้ เอ้าเธอเดินไปหยิบเอา ก็ในเมื่อจะเสียของแล้ว ยื่นให้ดีๆ สิ่งของหมดไป แล้วได้เพื่อนมาอย่างนี้ไม่ดีหรือ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ในประการที่ 4 จึงต้องรู้จิตใจของตน มีการเรียนรู้ ว่าจิตของตน ที่จะงามนั้นเป็นอย่างไร กระทำอย่างไรเป็นสิ่งบ่งชี้ มาจากจิตที่งดงาม การพูดจาก็เช่นกัน ประโยคเดียว คำพูดเดียวที่ใช้ในประโยคนั้น ถ้าน้ำเสียงไปแบบหนึ่ง ก็บ่งชี้ว่ามาจากจิตใจลักษณะไหน พอน้ำเสียงแปรเปลี่ยนไป ก็แสดงว่ามาจากจิตใจอีกลักษณะหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ คุณครูคงจะต้องช่วยดูช่วยฝึก การฝึกจิตใจ เด็กๆมาโรงเรียนในตอนเช้า เข้าห้องเรียนก็ตาม หรือก่อนเข้าห้องเรียนก็ตาม นักเรียนได้รับมอบจากครู ให้ดูแลพื้นที่ ให้ดูแลบริเวณโรงเรียน ที่จะเก็บจะทำความสะอาด ทำให้เกิดความสะอาด ความเป็นระเบียบ ในพื้นที่นั้นๆ และก็เรียกกิจกรรมนี้ว่า มีเวร มีเวรที่จะต้องทำ เพระฉะนั้น เด็กนักเรียน จะทำสิ่งนั้น ก็เห็นว่าเป็นเวร เมื่อเห็นว่าเป็นเวร ด้านจิตใจก็ไม่ได้ ทั้งๆที่สิ่งที่กระทำนั้น ประเสริฐ วิเศษอย่างยิ่ง ควรชื่นชมยกย่องอย่างยิ่ง แต่กลับไปเรียกว่าเป็นเวร แท้ที่จริงแล้วเป็นการปฏิบัติคุณธรรมอันเลิศ ก็ในเมื่อพื้นที่ตรงนี้มีแต่ความสะอาด เป็นระเบียบมาก่อน และมาบัดนี้ เช้าวันนี้ พื้นที่ตรงนี้ มีสิ่งเศษต่างๆ กระจาย อยู่บนพื้นเกิดความไม่สะอาด ไม่เป็นระเบียบ และมีเยาวชนสักคนหนึ่ง นักเรียนสักคนหนึ่ง เด็กน้อยสักคนหนึ่ง ไปหยิบสิ่งที่เกะกะไม่สะอาด ไม่เป็นระเบียบ เอาไปไว้ในที่อันควร เป็นถังขยะก็ได้ หรือไปกวาดในพื้นที่นั้น แล้วเกิดความงามขึ้น แต่การทำเช่นนั้น เขากำลังทำเวร ไม่ใช่ เขากำลังปฏิบัติคุณธรรม จิตใจเขาควร จะได้รับกำลังใจ ได้รับการยกย่องว่า เป็นการกระทำที่ดี เป็นการฝึกฝนให้เยาวชนนั้นมีจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตา และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการฝึกให้เยาวชนได้มากกว่าเมตตา เพียง เมตตากายยังอยู่เฉยๆ คือจิตเมตตา สงสาร โอ้ช่างสกปรกเสียเหลือเกิน น่าเสียดายที่พื้นที่ ตรงนี้เคยสะอาด น่าเสียดาย หนักเข้าๆ ทนไม่ไหว ทนไม่ไหว หยิบไม้กวาดมากวาด นั่นก็กลายเป็นกรุณา เป็นความกรุณาขึ้นมาทันที และเป็นเมตตาที่ไม่ใช่เมตตาธรรมดา จิตนั้นต้องเปี่ยมไปด้วยเมตตาจนท่วมล้นอยู่ในจิตในใจขณะนั้น จนนิ่งอยู่ไม่ได้ เกิดเป็นเมตตาบารมี มันเปี่ยมมันล้นขึ้นมา จึงต้องไปหยิบไม้กวาดมากวาด จึงต้องกรุณาทำ และพอกวาดไปแล้ว จิตรวมทั้งการกระทำ ที่เรียกว่าเมตตากรุณาเช่นนี้ ฝึกฝนเช่นนี้ บ่อยเข้าๆ ในที่สุด เกิดอะไรขึ้นกับเขาคนนั้นเยาวชนคนนั้น ก็บอกว่า แต่ก่อนนี้บางทีฉันลืมตัวไปบ้าง เวลาได้อะไรมาบางทีฉันก็ทิ้งลงพื้น รับประทานท๊อฟฟี่เสร็จ ก็ทิ้งกระดาษห่อท๊อฟฟี่ลงไปที่พื้น ต่อมาบอกว่าไม่ทิ้งล่ะ ไม่ยอมทิ้ง เมื่อไม่ยอมทิ้ง เยาวชนคนนั้น ก็ปฏิบัติคุณธรรมอีกข้อหนึ่งที่เรียกว่า มุทิตา คือเห็นสิ่งใดดี แล้วไม่ทำร้าย ไม่ทำลายสิ่งนั้น ปฏิบัติมุทิตาขึ้นมาทันที เก็บเปลือกท๊อฟฟี่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตน นั่นแหละมุทิตาเปี่ยมล้นอยู่ในจิตในใจเขาล่ะ ถ้าครูเห็นเช่นนี้ ให้กำลังใจหน่อยซิ ให้กำลังใจว่า เขาดีนะ ทำสิ่งนั้นดี ชมสักหน่อย
     มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีนักเรียนอยู่ประมาณ 60-70 คน ในโรงเรียนแห่งนี้สอนชั้นประถม และอนุบาล อยู่มาวันหนึ่ง เด็กน้อยอายุยังไม่ถึงที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลได้ อายุจะขาดไปอีกสักเดือน 2 เดือน รบเร้าแม่ขอมาโรงเรียน แม่จึงมาหาครูใหญ่ หาอาจารย์ใหญ่ ฝากลูกน้อยเข้าโรงเรียน อาจารย์ใหญ่เมตตา รับเด็กไว้ ถึงวันจันทร์ แม่พาลูกมาโรงเรียนตอนสาย มาส่งตัวให้กับอาจารย์ใหญ่ เมื่อแม่จะลากลับ เด็กน้อยตนนี้ไม่มีอาการเศร้าโศกเสียใจ จะร้องไห้ตามแม่กลับบ้าน ไม่มีอาการนั้น และตอนบ่ายแม่มารับกลับไปบ้าน เด็กน้อยคนนี้มีความเบิกบานใจอย่างยิ่ง คุยกับแม่ ช่วยแม่ทำงานอยู่ใกล้ๆ แม่มีความเบิกบาน รุ่งขึ้น ในเช้าวันอังคาร เด็กน้อยคนนี้ ตื่นแต่เช้า แม่ไม่ต้องปลุก เสร็จแล้ว ก็อาบน้ำ อาบน้ำเอง แล้วก็แต่งตัวด้วยตัวเอง แต่ว่าในที่สุดแม่ก็ช่วยแต่งตัวด้วย เพราะว่าเด็กๆกลัดกระดุมก็ไม่ค่อยเรียบร้อย แม่ก็ต้องดู ทำผมให้อะไรบ้าง ก็เป็นอย่างนั้น รับประทานอาหารโดยแม่ไม่ต้องป้อน แล้วก็มาโรงเรียนมาทันโรงเรียน เหมือนกับเพื่อนที่มาโรงเรียนในตอนเช้า เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ จนกระทั่งถึงวันศุกร์ พอถึงวันจันทร์ อีกวันจันทร์หนึ่ง เด็กน้อยคนนี้ ตื่นสาย พอตื่นสายแล้ว แม่ต้องปลุก บอกลูกตื่นเถอะ อาบน้ำ แต่งตัว ทานข้าว เดี๋ยวไปโรงเรียน เด็กน้อยบอกแม่ว่า หนูไม่ไป ซักไซ้ ไล่เลียง เด็กน้อยก็บอกว่า โรงเรียนนี้ไม่มีเด็กดี พอได้ความเช่นนี้ แม่ก็ปลอบประโลม ในที่สุด ตอนสายก็พามาโรงเรียนได้ ลูกน้อยก็ยอมมา แม่ก็มาบอกกับอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนนั้นมีพฤติกรรมอย่างไร ตอนเช้าเข้าแถวหน้าเสาธง พอเข้าแถวหน้าเสาธงแล้ว ก็มีกิจกรรม ประกาศเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็มี กิจกรรมพิเศษอยู่กิจกรรมหนึ่ง คุณครูท่านจะชี้ไปที่เด็กคนนี้ วันนี้ เด็กคนนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ดี ชี้ไปที่เด็กคนที่ 2 เด็กคนนั้น ทำอย่างโน้น อย่างโน้น ไม่ดี นั่นเป็นวันอังคาร พอถึงวันพุธ ที่เด็กคนนั้นไปประสบมา เออวันนี้นะเด็กคนนี้ ทำอย่างโน้นไม่ดี เด็กคนนั้น ทำอย่างนั้นไม่ดี คนโน้นทำอย่างนั้นไม่ดี หมดไปอีกสาม แต่ละวันหน้าเสาธงมีแต่เด็กที่ไม่ดี ให้ปรากฏอยู่ตลอด เด็กน้อยคนนี้ประหวั่นพรั่นพึงอยู่ในจิตในใจของตนเป็นอย่างยิ่ง หวั่นว่า เมื่อใดครูจะชี้มาที่ตน เพราะฉะนั้นถึงวันจันทร์ถัดมาจึงไม่มาโรงเรียน จึงบอกแม่ว่า โรงเรียนนี้ไม่มีเด็กดี เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สำคัญเพราะอะไร เหตุเพราะจิตใจของเยาวชนยังมีความอ่อนอยู่มาก ยังไม่กล้าแข็งพอ จึงต้องการกำลังใจมากกว่าการตำหนิ
การตำหนิต่อว่ามากๆเกิดอะไรขึ้น ขณะที่เยาวชนคนหนึ่ง ทำสิ่งหนึ่งผิดไปเขารู้ไหม หลายคน หลายสิบคน รู้และเสียใจ แต่พอทำผิดไปแล้ว เพื่อนเริ่มว่า เริ่มประณาม พอเพื่อนประณาม เด็กน้อยคนนี้เยาวชนคนนั้น เสียใจมากขึ้น นึกว่าจะคุยกับเพื่อนได้ เพื่อนก็มาประณามเสียอีก อยู่โรงเรียนไม่รู้จะคุยกับใคร เหตุการณ์หนักขึ้น กลับไปถึงบ้าน ทางบ้านรู้อีก ประณามอีก ดุ ว่า ด่า เป็นอย่างนั้น ขอถามว่าเด็กน้อยคนนี้จะอยู่ที่ไหน มีที่อยู่ที่ไหน และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเยาวชนคนนั้นมาถึงโรงเรียน ถ้าครูว่าซ้ำเข้าไปอีก โลกนี้ทั้งโลก เยาวชนคนนั้นมีที่อยู่ตรงไหน ช่วยหาที่อยู่ให้เขา ผมคงจะตอบได้ เขาจะลงเอยเอาที่สถานพินิจ ได้ไปเยี่ยมในสถานพินิจ เมื่อมีโอกาส ไปพบว่าเด็กประถมปีที่ 6 และเด็กมัธยม 2 อยู่ใสถานพินิจมากที่สุด ที่มากที่สุด คือ มัธยม 2 ประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กในสถานพินิจ เรียนชั้นมัธยม 2 ประถม 6 ตามมา และจากนั้นมัธยม 1,3,4,5 มีไม่เท่าไร มัธยม 1 ไม่ค่อยมี เป็นอย่างนี้ ด้วยเหตุฉะนี้ คุณครูลองพิจารณา ลองพิจารณาอย่างท่านอาจารย์ใหญ่ ที่โรงเรียนอนุบาล ที่บอกว่าโรงเรียนนี้ไม่มีเด็กดี และท่านเปลี่ยน นับจากวันนั้นจนบัดนี้ นี่เท่าที่ทราบ ไม่มีการติ ตำหนิติว่านักเรียนใดหน้าเสาธงเลย ตรงกันข้าม วันนี้ดีนะ เด็กคนนี้ดี ช่วยครูยกของ คนนั้นก็ดี 2 คนช่วยกันยก สิ่งนั้นดีนะ เด็กคนนี้ช่วยเก็บกระเบื้องที่มันแตกอยู่ออกมาที่ตรงนั้น ก็ใช้วิธีนี้ การใช้วิธีเช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่ง และอย่างแรงมาก แรงไปจนถึงการกระทำของครู ครูกำลังกระทำ กำลังเป็น ผู้ให้โดยไม่ต้องให้ ให้โดยไม่ให้ คืออะไร ขอสรุปอย่างนี้ ครูปรารถนา จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เกิดมีขึ้นในศิษย์ แต่ครูมิได้ให้สิ่งนั้นแก่ศิษย์ แล้วในที่สุด ศิษย์ก็ได้รับสิ่งที่ครูปรารถนาจะให้มี โดยครูไม่ต้องให้ โดยครูไม่ต้องสอน นี่เป็นยอดแห่งการเรียนรู้ ที่ครูพึงจะทำให้แก่ศิษย์ ครูปรารถนา จะให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่ศิษย์ แต่ครูก็มิได้ให้สิ่งนั้นแก่ศิษย์
แล้วในที่สุดศิษย์ก็ได้รับสิ่งที่ครูปรารถนาจะให้โดยที่ครูไม่ต้องให้
     กิจกรรมหน้าเสาธงที่โรงเรียนเล็กๆ ที่กล่าวชมก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ และขณะนี้ก็มีโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง เมื่อทราบ เมื่อเข้าใจ ก็เริ่มใช้วิธีการเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องสำคัญ นี่ก็เป็นส่วนที่เรียนรู้จิตของเรานี้ เรารู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบกาย มากมายเหลือเกิน แต่สิ่งที่อยู่กับชีวิตของเรา คือ กายและจิตของตน กลับรู้น้อยที่สุด

รู้กาย
     ประการที่ 5 รู้กาย ถึงเวลาที่เยาวชนไทย จะต้องได้รับความเมตตาจากคุณครู กรุณาด้วย ให้เยาวชนได้รู้กายของตน นี่เป็นรู้ที่ 5 ถ้าไม่รู้กายของตน แล้วจะเกิดผลเสียแก่ร่างกายของตนอย่างมาก และจะกระทบไปถึงด้านจิตใจด้วย กระทบไปถึงการดำรงชีวิตอีกด้วย แต่ก่อนนี้คนอายุประมาณ 50 ปี เขาจะบ่น บ่นว่าปวดหลัง เมื่อย และเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา คนอายุ 40 ปี ก็บ่นแล้ว และเมื่อสัก 10 ปี ที่ผ่านมา คนอายุ 30 ปี เริ่มบ่นว่าเมื่อยหลัง ปวดหลัง และในปัจจุบัน คนอายุ 20 ปี บ่นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เด็กอายุ 15-16 ปี บ่นว่าปวดหลัง ปวดไหล่ มึนศีรษะ เหตุเพราะไม่รู้กายของตน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
     การเกิดขึ้นเช่นนี้มีผลเสียอย่างไร ก็จะต้องไปหาหมอ หมอให้กินยา ให้ไปบำบัดรักษา ในที่สุดชีวิตต้องเหนื่อยมากขึ้น ไปกินยา ไปหาหมอ ไปบำบัดรักษา ต้องควักกระเป๋า เมื่อควักกระเป๋าก็ต้องหาเงินมาใส่กระเป๋า หาเงินมาใส่กระเป๋าก็ต้องทำงานให้มากขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องให้รู้จักกาย รู้จักกายนี่คืออย่างไร รู้จักกาย คือ หายใจให้เป็น หมอบอกว่าคนไทยหายใจยังไม่เป็น ไม่เป็นเพราะปอดใหญ่ มีอยู่ 2 ข้างเวลาหายใจออกแล้ว แล้วก็หายใจเข้าสั้นๆ แล้วก็ออกอีก เพราะฉะนั้น การแลกเปลี่ยนระหว่างออกซิเจน ที่หายใจเข้าไป กับเลือดที่หล่อเลี้ยง ที่เอาของเสียมา ส่วนที่เสียก็ยังคั่งอยู่กับปอด ในปอดส่วนล่าง ในปอดส่วนใดก็ตาม ก็ยังมีอากาศเสีย ที่เรียกว่าคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในปอดจำนวนมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ผิวพรรณที่ควรจะดีก็ไม่ดี แววตาที่ควรจะแจ่มใส กิริยาอาการที่ร่าเริงก็ลดน้อยถอยลง เป็นเช่นนั้น ถ้าหายใจเป็น ต้องหายใจเข้าลึกๆ เต็มปอดเลยเชียว และหายใจออก ก็หายใจออกยาวๆ ยาวๆจนกระทั่งหมดปอด นั่นก็หมายความว่าเอาอากาศดีเข้าไปเต็มที่ แล้วเอาอากาศเสียออกมาให้หมด ในแต่ละช่วงของลมหายใจ ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ที่อำเภอปัวอากาศดีมากๆ ถ้าหายใจไม่เป็น ก็น่าเสียดายนัก พอบอกว่าเสียดาย คนอื่นเขามาเห็น เขามาทราบ เขามารู้ ว่าคนที่นี่หายใจไม่เป็น เขาก็จะสงสาร และถ้าคนใดเจ็บไข้ได้ป่วย เนื่องจากระบบหายใจ ผิวพรรณไม่ผ่องใส เขาก็สมเพช มีชีวิตอยู่อย่างให้คนเขาสมเพช กับการมีชีวิตอยู่แล้วคนเขาอิจฉา ชีวิตอย่างไหนดีกว่ากัน เลือกอย่างไร เขาอิจฉาว่า อยู่ที่นี่ช่างรู้เสียจริงๆ ใช้อากาศดีได้เต็มที่ เขาก็ชื่นชม แต่ถ้าเขารู้สึกสมเพช แสดงว่าเรานี่ ค่อนข้างจะแย่ไปสักหน่อย รู้จักกาย คือ นั่งให้เป็น ยืนให้เป็น เดินให้เป็น ถ้านั่งเป็นแล้วโครงกระดูกร่างกายของตน จะสมดุลย์ นั่งอยู่ไหล่ทั้งสอง ก็จะอยู่ในแนวขนาน ไม่เอียงไปข้างหนึ่ง และในลักษณะเดียวกัน จะหยิบจะหิ้วของใด จะหิ้วกระเป๋า จะสะพายเป้มาโรงเรียน หรือแบกหามสิ่งของใด ไหล่จะต้องไม่เอียงไปข้างหนึ่ง พอเอียงไปข้างหนึ่ง อะไรเกิดขึ้น กระดูกสันหลังจะคด ถ้ากระดูกสันหลังคดเมื่อใด เมื่อนั้นการสร้างเม็ดเลือดที่สร้างอยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง ก็ไม่เต็มที่ ส่งผลเสียต่อร่างกายอีกมากมายหลายประการ โลหิตจางนั้นแหละเป็นสาเหตุหนึ่งล่ะ และส่งผลไปสู่ การเมื่อยการปวด ตรงนั้นตรงนี้ ตรงโน้น นี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ การนั่งเป็นนั้นเป็นการนั่งอย่างไร นั่งเก้าอี้ ถ้าเก้าอี้แข็งอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นี่เป็นสิ่งดีแล้ว ถ้านั่งให้เป็น เขาจะไม่นั่งเข้ามาจนชิดพนักพิงหลัง ถ้านั่งชิดอย่างนี้ ในที่สุดหลังก็จะงอ และเกิดเอาการเมื่อยหลังด้วย หรือ บางทีนั่งแล้วทอดตัวเหยียดเท้าไปข้างหน้านั่งฟังสบาย แต่กระดูกสันหลังอยู่เช่นนี้ หลักของฟิสิกส์ ถ้านั่งทอดไปอย่างนี้ น้ำหนักก็ลงมาในที่ต่างๆแล้วในที่สุดกระดูกสันหลังข้อต่างๆที่อยู่ที่นี่ ก็จะเริ่มเสื่อม เพราะไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ตั้งแต่อยู่ในลักษณะเอียง กระดูกข้อหนึ่งจะกดทับอีกข้อหนึ่ง ก็จะเกิดเสื่อม ก่อนวัยอันควร คนเป็นสัตว์ที่พัฒนาแล้ว จึงมีกระดูกสันหลังตั้งตรงอยู่ในแนวดิ่งกับผิวโลก แต่ถ้าเป็นสัตว์สี่เท้า กระดูกสันหลังจะอยู่ในแนวขนานกับผิวโลก น้ำหนักก็ลงที่เท้าทั้งสี่ แต่สำหรับคนน้ำหนักลงที่เท้าทั้งสอง
ถ้าเมื่อใดยืนหรือนั่ง ก้มคอลงไปอย่างนี้ ต้นคอก็จะแย่จะเสีย ในที่สุด เสียแล้วก็ให้เกิดผลเสียตามมาอีก สุดที่จะประมาณ ปวดศีรษะนั้นแล้ว แล้วพาไปสู่การปวดเมื่อยตรงนั้น ตรงนี้ ก็เสียหาย แล้วอาจลงเอยด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ฉะนั้นเพียงแต่รักษาให้กระดูกสันหลังตั้งตรง ก็นั่งเป็นแล้ว ปกตินั่งเก้าอี่นี่ จะนั่งลึกเข้ามาจากขอบเก้าอี้ประมาณ 2 ฝ่ามือของตน อย่านั่งลึกเข้ามามาก ถ้าลองนั่งลงอย่างนี้ จะรู้ว่าเมื่อเก้าอี้นั้นมีขนาดที่พอเหมาะกับวัยของตน กับกายของตน ต้นขาก็จะขนาน และแข้งก็จะดิ่ง ฝ่าเท้าทั้ง 2 ก็จะวางราบกับพื้น นั่งอย่างนี้ จะไม่มีอาการชาที่ฝ่าเท้า หรือปลายนิ้วเท้า มิฉะนั้น นั่งอยู่ชั่วโมงเดียว เริ่มมีอาการ นี่เป็นตัวอย่าง
     ให้สังเกตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาเสด็จออก และทีวีเขาฉายให้เห็นเวลาพระองค์ประทับนั่งบนพระเก้าอี้ ประทับอย่างไร ก็จะประทับนั่งอยู่ในลักษณะที่ว่านี้ พระวรกายตั้งตรงอยู่ตลอดเวลา เสด็จพระราชทานปริญญาบัตร คุณครูทั้งหลาย คงจะเห็น ครั้งหนึ่งนานกี่ชั่วโมง 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง ก็ทรงพระวรกายตรง เป็นเช่นนั้น รักษาสมดุลย์แห่งกายไว้ได้ ได้ทรงกระทำและเราเห็น ถ้าเราพินิจพิจารณา นำมาคิด ก็จะเห็นว่าเป็นตัวอย่างอันเลิศ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเช่นนี้ นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เดี๋ยวนี้ตามโรงเรียนต่างๆ เด็กๆ มีกระดูกสันหลังคดไม่น้อยกว่า 10 % ถ้าไปดูครู อาการหนักกว่าเยาวชนหลายเท่า ประมาณ 80-90 % โครงสร้างเสีย คนเราอาจจะอายุยืนยาวขึ้น เพราะการแพทย์ ดีขึ้น แต่จะต้องทรมารมากยิ่งขึ้น อยู่ไปนานก็ทรมารไปนาน วิชาเกี่ยวกับกายนี้ ควรจะสอนในวิชาพลศึกษา ให้เป็นพื้นฐานของการดำรงกายให้สมดุลย์
     เมื่อเช้านี้ได้มาก่อน เวลาประชุม ก็ชื่นชมเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงเรียนปัว ได้ทำที่ห้องพลศึกษา มีคำแนะนำต่างๆ ในหลายเรื่อง แต่ยังขาดสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตอย่างยิ่ง การนั่ง การหายใจ การยืน การเดิน การนอน การแบก การหาม การหยิบ การยก การหิ้ว การสะพายเป้ ยังไม่เป็น ยังไม่ได้สอน ถ้าสอนเมื่อใดนั่นแหละประเทศไทยจะประหยัดงบประมาณในด้านการรักษาพยาบาลอีกมากและชีวิตที่จะต้องทรมารทางกาย จะลดน้อยลงอีกจำนวนมากเช่นกัน นี่ก็เรียนฝากเป็นข้อพิจารณา แม้กระทั่งการเขียนหนังสือ ก็ต้องสอน นั่งเขียนหนังสือ ก็เอียง ไม่ช้าไม่นานก็แย่แล้ว ถ้ารู้จักวิธีนั่ง วิธีเขียนก็จะดี สมัยก่อนโต๊ะเขียนหนังสือพื้นบนของโต๊ะ ไม่ได้อยู่ในแนวระดับอย่างนี้ เป็นโต๊ะที่เอียงเข้ามา เวลาเขียนหนังสือสบายมา

 
     
  www.rspg.thaigov.net