เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๗  ณ โรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน


























 

บูรณาการของธรรมชาติของชีวิต

     มาถึงวันนี้ บัดนี้มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง เริ่มเข้าใจ ทางโรงเรียนไปเก็บโต๊ะเก่าๆ เป็นโต๊ะไม้ แล้วก็ลาดเอียงอย่างนี้ มาจัดได้ 1 ห้องเรียน แล้วไปหาเก้าอี้เก่าๆ มาบูรณะเสียใหม่ เก้าอี้เก่าๆ ก็คือเก้าอี้ที่นั่งราบ ที่นั่งเป็นไม้ ก็เอาเก้าอี้โต๊ะอย่างนั้นเริ่มมาใช้ เขาตั้งชื่อห้องนั้นว่า ห้องบูรณภาพแห่งชีวิต เมื่อบูรณาการทางกายแล้ว เขาก็ให้ทางจิต ทางจริยะ ทางชีวิต พร้อมกันไปกับวิทยาการ เพราะฉะนั้นทำให้ครบได้อย่างนี้ก็รู้ 5 ประการ การกระทำงานใดๆ ก็จะเกิดเป็นบูรณาการแห่งชีวิตขึ้นมา เป็นบูรณาการที่เป็นไปตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ขณะที่เรานั่งเดี๋ยวนี้ขณะนี้ หัวใจเต้นไหม... เต้น
หลอดเลือดทำหน้าที่หรือไม่... ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย รูจมูกทำหน้าที่ หลอดลมทำหน้าที่ ปอดทำหน้าที่ ถุงลมในปอดทำหน้าที่หรือไม่... เส้นเอ็นต่างๆ ระบบอวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่หรือไม่ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทำหน้าที่สอดคล้องกันหรือไม่ ก็คงจะต้องตอบได้ว่าสอดคล้องกัน ทำหน้าที่พร้อมเพียงกันไหม หัวใจเต้นไปพร้อมกับปอดขยายหดตัวไปหรือไม่ พร้อมกับจมูกทำหน้าที่ไหม ก็ตอบได้ว่าพร้อมกัน สอดคล้องกัน และทำหน้าที่พอดีๆไหม แต่ละอวัยวะ... อวัยวะก็ทำหน้าที่พอดีๆ สรุปว่าสอดคล้องพร้อมเพียงพอดี สภาวะเช่นนี้ ขอใช้คำว่า สมังคี ทำหน้าที่เป็นสมังคี สภาวะที่สอดคล้อง พร้อมเพียง พอดี เป็นสมังคี นี้คือ บูรณาการของธรรมชาติของชีวิตของเรา ถ้าจะพูดถึงบูรณาการก็คืออย่างนี้ การเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม ถ้าจะบอกว่า บูรณาการ ก็จะต้องสอดคล้องพร้อมเพียงพอดี ได้ทุกเรื่องในขณะเวลาเดียวกัน ทุกเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน ความรู้ต่างๆเกิดขึ้นพร้อมกัน ความรู้เกี่ยวกับภาษาเกิดขึ้น ความรู้เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์ เกี่ยวข้องกับเคมี ชีววิทยา ทั้งหลาย พร้อมกันทั้งหมด จึงจะเป็นสมังคี จึงเป็นบูรณาการ เป็นเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่เกิดก็คือ บุคลิกภาพของเด็กของเยาวชน คนนั้น ที่มีการเรียนรู้ แบบบูรณาการของธรรมชาติ ก็จะเกิดเป็นบูรณภาพแห่งชีวิต บูรณภาพแห่งชีวิต ก็คือ มีความสง่าแห่งกาย มีความงามแห่งจิตและจริยะ มีความรู้แจ้งในชีวิต และวิทยาการ

ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้
     เมื่อใดก็ตามมีการเรียนรู้โดยการสัมผัส เมื่อนั้นความรู้จะหลั่งไหลเข้าสู่เยาวชน เยาวชนจึงเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ การเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้นั้น มิใช่ว่า ครูมอบหมายงานแล้ว เยาวชน วิ่งไปสารพัดที่ ค้นหาข้อมูลจากสื่อต่างๆ แล้วบอกว่าเยาวชนเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ ถ้าจะพิจารณากันเสียใหม่ คือเรามาพิจารณาว่ามีวงกลมหนึ่ง ศูนย์กลางอยู่ที่ไหน อยู่ตรงกลาง ถ้าบอกว่าเด็กนักเรียน เยาวชน เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ อยู่ตรงนี้ ถึงเวลาจะเรียนรู้ ก็ไม่จำเป็นที่เด็กคนนี้ จะต้องวิ่งออกไปในที่ต่างๆ หากแต่ว่านั่งอยู่ ณ ที่ใด ความรู้ทั้งหลายทั้งปวง จะหลั่งไหลเข้ามาสู่เยาวชน ณ ที่นั้นๆ ที่ตนนั่งอยู่ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ซิ และถ้าเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างไร ไม่ยาก ทำอย่างไร ก็คือว่า สิ่งใดเข้ามาสัมผัส ขณะนี้ นั่ง นั่งอยู่ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ สัมผัสดอกไม้ ด้วยตา เพราะฉะนั้น เมื่อนั่งอยู่ตรงนี้ มีความรู้เกี่ยวกับดอกไม้นี้ เกิดขึ้นแก่ผู้สัมผัส ดอกไม้นี้มีอยู่ที่ดอก ดอกกุหลาบ มีสีชมภู จำนวนมากกว่าดอกสีแดง และถ้าดูสักนิดหนึ่ง สี
ชมภูมี 8 ดอก สีแดงมี 4 ดอก นี่ก็เป็นองค์ความรู้ระดับหนึ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ก็บอกว่า สีชมพูกับสีแดงนั้นต่างกัน ยังบอกต่อไปว่า ต่างกันอย่างไร ได้อีกด้วย ที่บอกว่ากลีบดอกสีแดงนั้น แท้ที่จริง ตรงปลายกลีบต่างหากที่สีแดงเข้ม และส่วนอื่นสีแดงจางลง ก็บอกรายละเอียดได้ นี่เป็นองค์ความรู้ และถ้าเอื้อมมือไปสัมผัส แล้วหยิบมาสักนิดหนึ่ง กลีบที่บอกว่าดอกกุหลาบนั้นสีแดง ไม่ใช่เสียแล้ว แดงเข้ม ตรงปลายกลีบ ส่วนล่างลงมา สีแดงจางลงมา อ่อนลงมา และในที่สุดตรงโคนกลีบ กลับเป็นสีแสดออกไปทางสีเหลือง รู้จริงไหม นี่แหละรู้จริงคืออย่างนี้ เมื่อรู้จริงอย่างนี้ คุณครู คงจะต้องดู ดูว่าเวลาที่คุณครูจะมอบให้เยาวชนอยู่ ณ สถานที่นั้น สัมผัสสิ่งนั้นๆ เวลามีมากน้อยเท่าไร

 
     
  www.rspg.thaigov.net