|
คิดเป็น ทำเป็น
คราวนี้มาถึงขั้นสำคัญอีกขั้นหนึ่ง
เป็นขั้นของการที่จะให้เยาวชนได้รู้วิธีคิด และได้รู้วิธีทำ
คิดเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้ ทำเพื่อที่จะให้เกิดความรู้
ต้องคิดเป็น และทำเป็น คิดเป็น คิดอย่างไร สรุป เป็นประโยคไว้ว่า คิดการคิดงานใด
คิดให้ใหญ่ คิดให้กว้าง คิดให้ไกล นี้คือการคิดเป็น แต่พอถึงเวลาทำ
ต้องดูว่า ทำการทำงานใด ทำให้เล็ก ทำให้ลึก ทำให้ละเอียด
นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าทำไม่เล็ก ทำไม่ลึก ทำไม่ละเอียด
อย่านึกเลยว่าจะเกิดรู้จริง และจะก้าวไปถึงรู้แจ้ง เป็นไปไม่ได้
จะรู้จริง รู้แจ้ง ต้องทำให้เล็ก ทำให้ลึก ทำให้ละเอียด
สอดคล้องกับวิถีไทย คือ นกน้อยทำรังน้อยแต่พอตัว จึงได้ปรารภ
ไว้ในตอนต้นว่า ครูมีเวลาให้เยาวชนอยู่ ณ ที่นั้น
สัมผัสสิ่งนั้นนานเท่าไร ก็ต้องคิดให้เป็น ทำให้เป็น
จึงจะเกิดเป็นความรู้จริง และรู้แจ้งในที่สุด
คราวนี้มาดูต่อไปอีกสักนิดหนึ่ง
ผู้บรรยายยกนาฬิกานี้ขึ้นมา นาฬิกานี้ใหญ่หรือเล็ก
ท่านเคยเห็นนาฬิกาเล็กกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น เรือนนี้ใหญ่ หรือเล็กล่ะ
อาจจะตอบว่า เล็ก เพราะว่า เคยไปเห็นนาฬิกาที่ใหญ่กว่า ใหญ่กว่านี้ก็มี
แต่ถ้า คิดเป็น นาฬิกาเรือนนี้ใหญ่เหลือเกิน นี้สำหรับที่จะเรียนรู้
ใหญ่นี้ใหญ่อย่างไร ต้องใหญ่ดั่งจักรวาล นาฬิกาเรือนนี้ใหญ่
เปรียบดั่งจักรวาล จักรวาลนี้เราอยู่ในสุริยจักรวาล
เวลาเราขึ้นไปบนที่สูง เรามองไปซ้ายสุด มองไปขวาสุด สุดสายตา
มองจากตรงนี้ ที่เรายืนอยู่ ออกไปไกลสุด เรียกว่ามองใกล้สุด มองไกลสุด
ตรงที่เรายืนอยู่มองต่ำสุดที่เรายืนอยู่ไปจน มองสูงสุด เรียกว่ามองดู 3
มิติ... 3 มิติ คือ มิติในแนวราบ มิติในแนวดิ่ง และอีกมิติในแนวลึก มอง
3 มิติ นี่คือมองใหญ่ มองใหญ่ เราเห็นอะไร
เราก็มองเห็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบ เหมือนกับเข้ามาในห้องนี้
มานั่งอยู่ตรงนี้ ห้องนี้ ถ้าพูดว่าใหญ่ ก็ต้องมอง 3 มิติ มองไปซ้ายสุด
มาเจอะผ้าม่าน ขวาสุดมาเจอะผนัง เจอะประตู ต่ำสุดเจอะพื้น
สูงสุดเจอะเพดาน ใกล้สุด ไกลสุดเจอะผนังด้านหลัง ผู้ฟัง พอมองอย่างนี้
เห็นอะไรบ้าง ก็เห็นคนนั่งอยู่ เห็นเก้าอี้ เห็นโต๊ะ เห็นไฟ เห็นพัดลม
เห็นเครื่องฉาย เครื่องโสตทัศนอุปกรณ์ เห็นเครื่องมือต่างๆ เห็นดอกไม้
เห็นแจกัน เห็นไมโครโฟน เห็นพระพุทธรูป เห็นบรมฉายาลักษณ์ เห็นทีวี
นั่นหมายความว่า เมื่อใดมองใหญ่ เห็นองค์ประกอบที่อยู่ในความใหญ่นั้น
ถ้าจะคิดก็เช่นกัน เยาวชนที่มาฟังวันนี้ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ
จึงเรียนฝากคุณครู เมื่อเข้าใจแล้ว ลองพิจารณา ทำให้เยาวชนเข้าใจ
แล้วเยาวชนของเรา จะช่วยบ้านช่วยเมืองได้เป็นอย่างดีในวันข้างหน้า
เยาวชนที่อยู่ในชั้นมัธยมคงจะเข้าใจได้ ตะกี๋นี้ เป็นการมอง 3 มิติ
จึงมองแล้วเห็นความใหญ่ ทีนี้ ถ้าจะคิดให้ใหญ่ คิดอย่างไร ต้องคิด 3
มิติซิ คิด 3 มิติ คิดอย่างไร คิดถึงดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบก็เป็นผล
เมื่อมีผล ต้องมาจากปัจจัย คือ มาจากต้นกุหลาบ นั่นเรียกว่ามองผล
แล้วมองปัจจัย แล้วมองดูเหตุ เหตุก็คือ การกระทำ เอาต้นกุหลาบมาปลูก
จึงเกิดเป็นผล คือ ดอกกุหลาบ คิดให้ใหญ่ คือ คิด 3 มิติ 3 มิติ คือ
คิดถึงผล คิดถึงเหตุ คิดถึงปัจจัยไปด้วยกัน
ทีนี้มามองดู
ย้อนไปอีกนิดหนึ่ง ว่านาฬิกานี้ใหญ่นะ ใหญ่เพราะมองซ้ายสุดขวาสุด
มองล่างสุดบนสุด มองใกล้สุด ตั้งแต่กระจกหน้าปัดไปจนถึงไกลสุด
ซึ่งก็คือแผ่นโลหะที่ประกบอยู่ข้างหลัง เห็นองค์ประกอบไหม
ประกอบขึ้นด้วย กระจกนาฬิกา หน้าปัด ตัวเลข และเข็มวินาที เข็มสั้น
เข็มยาว ประกอบด้วยหมุดที่อยู่ตรงกลาง ถ้าแกะหน้าปัดออก ก็จะเห็น ฟัน
เฟือง ขนาดต่างๆกัน จำนวนมากมาย ก็เห็นอย่างนั้น มองในแนวราบ
จะเห็นปุ่มต่างๆ เห็นขอบทางด้านนี้ ก็เห็นอย่างนี้ ถ้ามองในแนวดิ่ง
จะเห็นตัวเรือนเรื่อยลงมาจนกระทั่งสายนาฬิกา ก็เป็นอย่างนี้
นี่คือมองใหญ่ พอมองใหญ่แล้ว ก็ต้องคิดว่ามันมีอะไรนะ พอแกะดู
ก็เห็นองค์ประกอบต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว
ทำให้เล็ก ทำให้ลึก ทำให้ละเอียด
ตอนนี้ดูซิ ศึกษาซิ
นาฬิกานี่ ให้ศึกษานาฬิกา มีเวลาให้ 2 ชั่วโมง เยาวชนจะเป็นอย่างไร
เยาวชน บอกว่าแย่แล้ว ตายแล้ว เครียดซิ ทำไม่ไหว เพราะใหญ่เหลือเกิน
จะศึกษาได้อย่างไร ภายใน 2 ชั่วโมง แต่ถ้าทำให้เล็ก
ก็แกะเอาเฉพาะกระจกนาฬิกามาศึกษา เริ่มเล็กแล้ว มีองค์ประกอบตั้ง
100-150 ชิ้น เอามาชิ้นเดียว องค์ประกอบเดียวก่อน
พอเอากระจกนาฬิกาออกมาก่อน เออเรื่องเล็กแล้วนะ แต่ที่บอกว่าเล็ก
แท้ที่จริงยังใหญ่อยู่ เพราะกระจกนาฬิกา ก็ยังมี เรื่องของผิวของกระจก
มีเรื่องของเนื้อของกระจก มีเรื่องของรูปของกระจก ทรงของกระจก
ขนาดของกระจก มีอีกตั้งหลายเรื่อง ก็ยังใหญ่อยู่
ก็ต้องดูให้ย่อยลงไปอีก บอกว่า ถ้าเช่นนั้น มีเวลาแค่นี้ จะศึกษาเฉพาะ
ผิวของกระจกนาฬิกา อย่างนี้เล็กแล้วล่ะ พอศึกษาเรื่องผิว ศึกษาอย่างไร
มาดูผิวที่อยู่ข้างนอก เอามือลูบดู เรียบดี ขอส่องดูหน่อย
ถ้าส่องอย่างนี้ไม่พอ เอาแว่นขยายมาส่องดู ที่บอกว่าเรียบ แท้ที่จริง
ผิวไม่ได้เรียบอย่างนี้นะ มันเรียบ แล้วมีปุ่มอย่างนี้
มีปุ่มขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ปุ่มเตี้ยๆ ห่างๆ เวลาลูบดูแล้ว
รู้สึกว่ามันเรียบ แท้ที่จริงในความเรียบก็ยังมีปุ่ม ถ้าเช่นนั้น
ปุ่มขนาดไหน สูงแค่ไหน รูปร่างของปุ่มอย่างไร ห่างกันเท่าไร
จึงเรียกว่าเรียบ เริ่มละเอียด มีปุ่มกี่ปุ่ม
ต่อพื้นที่กี่ตารางเซ็นติเมตร หรือกี่ตารางมิลลิเมตร ก็ว่ากันไป
ได้มาอย่างนี้ นี่ยังไง เล็กแล้ว พอดูอย่างนี้ จากนี้มาวัดขนาด
วัดขนาดว่าปุ่มจำนวนเท่านั้น จำนวน 20 ต่อตารางเซ็นติเมตร
แล้วปุ่มสูงเท่านั้นเท่านี้ ปุ่มรูปร่างอย่างนั้น อย่างนี้
ก็ยังเป็นปุ่ม รูปร่างเป็นแฉก อย่างนี้ ก็ยังเป็นปุ่ม
แหลมอย่างนี้ก็ยังเป็นปุ่มใช่ไหม พอเป็นปุ่มอย่างนี้ ก็เป็นการศึกษา
ลึกเข้าไป รู้ลึกคืออย่างนี้ เวลาทำแล้วเล็ก รู้ลึกตามมา
รู้ละเอียดคืออย่างไร พอศึกษาผิวที่อยู่ข้างนอกเสร็จ
พลิกมาดูผิวของกระจกที่อยู่ด้านในบ้าง
ผิวที่อยู่ด้านนอกกับที่อยู่ด้านในจะเหมือนกันไหม อาจจะเหมือนก็ได้
อาจจะไม่เหมือนก็ได้ ดังมือของเรา หลังมือ ฝ่ามือ เหมือนกันไหม
ในเมื่อเรา ทำการศึกษาหลังมือเสร็จ แล้วบอกว่าฝ่ามือเหมือนกับหลังมือ
มันไม่ได้ ต้องพลิกมาดู ในทำนองเดียวกัน กระจกนาฬิกาด้านในมันเรียบไหม
ปุ่มมีไหม แค่ไหนอย่างไร ก็ดู เริ่มละเอียดขึ้นแล้วซิ เล็กแล้ว ลึกแล้ว
หรือลึกในส่วนของกระจกด้านนอก ส่วนของกระจกด้านในเสร็จแล้วพลิกมาดู
มาดูตรงขอบ ผิวอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ก็มาดู นี่เป็นการศึกษาละเอียด
รู้ทั้งผิวข้างนอก ผิวข้างใน ผิวที่ขอบ รู้หมดทำให้เล็ก ทำให้ลึก
ทำให้ละเอียด เป็นเช่นนี้ ท่านเอาวิธีการนี้ ไปใช้กับดอกไม้
กับกลีบดอกไม้ ใบไม้ ใช้กับสิ่งใดๆได้ทั้งนั้น ถ้าคุณครูช่วยอย่างนี้
เด็กไทยเรา จะเป็นผู้รู้ที่แท้จริง |