|
บทบาทครู
เราได้รู้ว่า
เราต้องเรียนรู้อะไร เยาวชนต้องเรียนรู้อะไร
และวิธีการเรียนรู้ของเยาวชน ได้กล่าวไปแล้ว ทีนี้มาถึงบทบาทของครู
ครูจะจัดการอย่างไร จะให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในเยาวชนอย่างสอดคล้อง
อย่างพอดีๆ
แบบที่ 1 สอน
ได้กล่าวไปในตอนต้นว่า วิธีการเรียนรู้ที่สำคัญ ตั้งแต่ดั้งเดิมมานั้น
ครูได้ใช้วิธีการสอน สอนคือ ก สระ ะ อ่านว่า กะ ก สระ า อ่านว่า กา
แบบนี้เรียกว่าสอน ถ้าพิจารณาดู ก็จะเห็นว่า การสอนนั้น
เยาวชนไม่มีเสรีภาพแห่งการเรียนรู้ใดๆ ไม่มีเสรีภาพเลย แม้แต่น้อย
แม่ชี้ให้ลูกดูนก แล้วแม่บอกว่านก ลูกก็ต้องกล่าวคำว่า นก
จะกล่าวคำอื่นไม่ได้ เพราะจะกล่าวเป็นอย่างอื่น ไม่เรียกนกว่า นก
ชีวิตก็จะลำบาก สื่อกับคนอื่นไม่ได้ การเรียนรู้แบบสอนนี้ จึงสำคัญ
จำเป็นเพื่อให้การดำรงอยู่ของชีวิต สื่อถึงกันได้
แบบที่ 2 แนะ
เมื่อครูสอนเลข ให้เด็กคิดเลขไปสักพัก ก็บอกว่า
เอ้าจะให้ไปเล่นกันนอกห้อง เอากระดานชนวนไปด้วยทุกคน แต่ก่อนออกไป
ให้ดูบนกระดานดำให้ดีนะ แล้วครูก็เขียน ก นก หากเขียนติดกันอย่างนี้
กนก อ่านว่า กะหนก ก ลม เขียนติดกัน กลม อ่านว่า กลม ให้เด็กจับคู่
เล่นทายคำกัน ผลัดกันเขียน ให้เพื่อน อ่าน หากเพื่อน อ่านถูก
ให้ใส่เครื่องหมายถูก ถามกันคนละ 10 คำ แล้วนำมาส่งครู...
เด็กๆออกไปนอกห้องเรียน นั่งจับคู่กัน นั่งบ้าง นอนบ้าง สุดแท้แต่
ก็ไปเขียน ไปเล่นกันตามที่ครูแนะ เด็กคนที่ 1 เขียน ข นม เด็กคนที่ 2
บอกว่า ขะหนม เด็กคนที่ 1 บอกว่าถูก ก็ใส่เครื่องหมายถูก เด็กคนที่ 1
เขียน ข นุน เด็กคนที่ 2 บอกว่า ขะหนุน เด็กคนที่ 1 บอกว่าถูก
ก็ใส่เครื่องหมายถูก ทำไปอย่างนี้ เมื่อครบ 10 คำแล้ว เอามาส่งครู
ครูท่านจะดู แล้วเราก็บอกว่า ครูครับ เพื่อนเขาตอบคำนี้ไม่ได้
เขาอ่านคำนี้ไม่ถูก ครูดูแล้ว... แล้วเธอจะให้เขาอ่านว่าอะไร
เราก็บอกไปว่า อ่านอย่างนั้น ครูบอกว่าเธอเขียนไม่ถูก เขาอ่านไม่ได้
ถ้าเขียนให้ถูก ตามที่เธอปรารถนาให้เพื่อนตอบ ต้องเขียนอย่างนี้...
เขียนให้บนกระดานชนวน พอเขียนบนมุมกระดานชนวน เราต้องไปลอกคำนั้นมาอีก
10 ครั้ง คุณครูท่านใช้วิธีอย่างนี้ นี้ขอเรียกว่า วิธีแนะ
และแล้วก็รู้ แนะให้เล่นแล้วก็รู้ มีเสรีภาพ เด็กๆมีเสรีภาพ
จะเลือกคำอะไรมาถามเพื่อนก็ย่อมได้ สุดแท้แต่ตน
นี่คือเสรีภาพแห่งการเรียนรู้ เรียกว่า Academic Freedom
ที่เราแสวงหาเหลือเกิน ว่าเด็กสมัยนี้ ต้องมีเสรีภาพแห่งการเรียนรู้
อยากจะรู้อะไร ต้องรู้ได้ ต้องทำได้ นี่อย่างไร ครูมีวิธีการ
แบบที่ 3 มอบงาน
การมอบงานให้ทำ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หลังจากที่เคารพธงชาติ
ที่สนามหน้าเสาธงแล้ว เด็กแต่ละห้องจะแยกย้ายเข้าห้องเรียน
สวดมนต์เสร็จ ถ้าวันไหนอากาศดี แสงแดดอ่อนๆ สบายๆ ครูก็บอกว่า
เดี๋ยวจะให้ออกไปนอกห้องนะ ไปดูซิ ข้างศาลามีอะไรน่าสนใจใหม่ๆ
อยู่โรงเรียนวัด เพราะฉะนั้นก็มีศาลาวัด
เด็กก็วิ่งกรูกันออกไปอยู่ในสนามสัก 10 นาที หรือ 10 กว่านาที เล็กน้อย
ประมาณเอา ว่าขนาดนั้นล่ะ ก็กลับมาบอกครู เด็กคนหนึ่งมาบอกครู
ครูครับกล้วยออกปลี เราดีอกดีใจว่าเราไปพบกล้วยออกปลี ก็มาบอกครู
ครูท่านว่าดี แต่ก็ไม่พอใจแค่นั้น ท่านก็ถามว่า ต้นกล้วย
กอที่ออกปลีมีกี่ต้น เด็กคนนั้นก็ต้องวิ่งออกไปอีก ไปนับมา ... 5
ต้นครับ นึกว่าคุณครูจะพอใจ ท่านก็ว่าดี แต่ยังไม่พอใจ
ท่านถามว่ามีหน่อหรือไม่ เด็กก็ต้องวิ่งออกไปอีก
ตอนที่คุณครูถามว่ามีกี่ต้น ก็ไปดูแต่ต้น ไม่ได้ไปดูหน่อ
ต้องวิ่งออกไปดู ... มี 1 หน่อครับ ครูท่านถามอีกว่า
หน่อนั้นใบคลี่แล้วหรือยัง มีกี่ใบ ก็ต้องวิ่งออกไปอีก
เด็กก็ต้องวิ่งกันหลายรอบ นั่นก็ส่วนหนึ่ง
ยกอีกกรณีหนึ่ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง สุนัขออกลูกอยู่ใต้ถุนศาลา เด็กไปล้อมดู 10 กว่าคน
แล้วกลับมาบอกครู เด็กบอกว่า หมาออกลูกค่ะ หมาออกลูกครับ ก็มาบอกสัก 10
กว่าคน ครูถามขึ้นมา เออลูกหมามีกี่ตัว เด็กคนหนึ่งตอบว่า 10
เด็กผู้หญิงบอก 4 ตัวค่ะ เด็กผู้ชายบอกว่า 5 ตัวครับ อีกคนบอกว่า 6
ตัวครับ ตอบไม่ตรงกัน สุนัขคลอกเดียวกันนั่นแหละ ตอบไม่ตรงกัน
ครูก็ให้ไปดูมาใหม่ ก็ต้องวิ่งกันออกไป คราวนี้นับ พอกลับมา 7 ตัวค่ะ 7
ตัวครับ ทุกคน 7 ตัวทั้งหมด นึกว่าครูจะพอใจ ท่านยังไม่พอใจ
ท่านถามว่ามีสีอะไรบ้าง เด็กก็ต้องวิ่งออกไปดูอีก ไปดูว่ามีสีอะไร
สีน้ำตาล แต่ไม่ทั้งตัวด่างด้วย สีขาวที่หาง สีน้ำตาลด่างอีก 2 ตัว
และขาวดำด่างๆ นับอีก 4 ตัว กลับมาบอก มีสีน้ำตาลอย่างนั้น
สีดำอย่างนั้นขาวอย่างนั้น เสร็จแล้วท่านก็ถามสิ่งที่เฉพาะอย่างยิ่ง
ถามว่า ตัวผู้กี่ตัว ตัวเมียกี่ตัว เด็กก็วิ่งไปดู ลูกกำลังกินนมแม่
ก็ต้องดู คงจะพอนึกออก แม่สุนัขก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาใกล้ลูก
มันคำรามเอา เด็กๆต้องหมอบ หมอบดูว่า ตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวเมีย
ง่ายอยู่เมื่อไร ก็ต้องหมอบดู ตกลงกัน 2 คน ดูตัวนั้นว่าเป็น
ตัวผู้หรือตัวเมียต้องเฝ้าดูอยู่นาน กว่าจะเห็นว่าตัวนั้นเป็นตัวอะไร
เสร็จแล้วกลับมาตอบครู บอกว่ามีตัวผู้ 3 ตัว ตัวเมีย 4 ตัว
ก็บอกอย่างนี้ ครูท่านใช้วิธีมอบงานให้ไปทำ
หลังจากนั้นกลับมาท่านก็ถามต่อไปอีก ท่านไม่พอใจง่ายๆหรอก
เมื่อทำไปบ่อยๆเข้า เด็กๆเราก็เรียนรู้ว่า ต่อไปคุณครูให้ไปดูอะไร
จะกลับมาบอกต้องดูให้ถี่ถ้วนขึ้น แต่ดูถี่ถ้วนอย่างไรก็ตาม
ครูท่านช่างมีคำถามเพิ่มเติมได้ทุกครั้ง ทุกคราวไป ไม่เคยครั้งเดียวจบ
นี่เป็นวิธีการ วิธีการของครู ที่ทำให้เราดูให้ละเอียดมากขึ้น
แบบที่ 4
เล่าเรื่อง คุณครูท่านชอบเล่านิทาน
ตอนเช้าท่านเล่านิทานเรื่องหนึ่ง และตอบบ่ายเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง
และนิทานที่เล่าให้ฟัง มักจะไม่จบในตอนเดียว พอเรียนไปเบื่อๆหน่อย
ท่านเล่านิทาน พอเล่านิทาน แหมกำลังสนุกเลยเชียวท่านหยุดซะแล้ว
หยุดแล้วเรียนวิชาอื่นอีกหน่อย พอเรียนไปสักหน่อยหนึ่ง
เดี๋ยวท่านก็เล่านิทานเพิ่มให้อีกหน่อยหนึ่ง พอเพิ่มให้อีกหน่อย
กำลังสนุกอีก เรียนอีกเรียนวิชาต่างๆ สลับกับนิทาน
นิทานที่เล่ามีทั้งนิทานไทย นิทานอินเดีย นิทานจีน นิทานฝรั่ง
และจำได้แม่นยำ นิทานจีนเรื่องซิยิ้งกุ่ย ซิยิ้งกุ่ยนี่ เป็นชาวชนบท
อยู่ในหมู่บ้านที่เป็นป่า เป็นคนดี ช่วยเหลือชาวบ้าน
เป็นวีรบุรุษของหมู่บ้านก็ว่าได้ เป็นคนดีของหมู่บ้าน ที่อยู่ใกล้ป่า
มีเสือเข้ามากัดกินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ซิยิ้งกุ่ย เฝ้าดูตอนกลางคืน
ในที่สุดจับเสือได้ด้วยมือเปล่า ซิยิ้งกุ่ยเป็นวีรบุรุษ
พอท่านเล่าจบ ท่านบอกว่าให้เขียนเรื่องจริงก็ได้ นิทานก็ได้
พอเด็กๆฟังอย่างนี้ เราฟังอย่างนี้ ก็เกิดจินตนาการ จินตนาการว่า
ซิยิ้งกุ่ย เป็นคนดี เป็นวีรบุรุษ จับเสือด้วยมือเปล่าได้
ในจินตนาการของเรา เวลาครูให้เขียนเรื่อง ซิยิ้งกุ่ยดีอย่างไร
เราต้องดีกว่าซิยิ้งกุ่ย และความดีที่ซิยิ้งกุ่ย ทำให้ชาวบ้านอย่างนี้
อย่างนั้น มีคุณธรรมดีอย่างนั้น เราก็เขียนนิทานพระเอกคือตัวเรา
เราก็เขียนว่า เราก็แข็งแรง แข็งแรง เราช่วยเหลือชาวบ้านสารพัด
ก็เป็นอย่างนั้น พอเป็นอย่างนี้เข้า ศิษย์เป็นอย่างไร
คุณครูลองเปรียบเทียบดู นี่คือเสรีภาพแห่งการเรียนรู้ ที่มี
มากที่สุดสูงที่สุด มีจินตนาการอย่างไรก็เขียนมาได้
ส่วนที่ครูมอบให้ไปดูข้างศาลา ก็ให้เสรีภาพมีมากแล้ว
ไปดูอะไรท่านก็ให้ดูได้ ท่านไม่ได้จำกัดและไม่เคยว่าผิด
แต่ว่ายังจำกัดอยู่ในพื้นที่ข้างศาลานะ หรือบริเวณหน้าโบสถ์ นะ
หรือในบริเวณเชิงตะกอนที่เผาศพนะ แต่พอมาถึงเรื่องการเล่านิทาน
หรือเรื่องการปรารภเช่นนี้ไร้ขอบเขต
นึกอะไรมีจินตนาการอะไรก็เขียนออกมาได้ เด็กๆก็ชอบ
นี่คือวิธีสอนแบบเล่าเรื่อง
แบบที่ 5
ให้โดยไม่ต้องให้
ครูปรารถนาให้ศิษย์ได้เกิดมีหรือรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
แต่ครูก็มิได้ให้สิ่งนั้น แล้วในที่สุด
ศิษย์ก็ได้เกิดมีในสิ่งที่ครูปรารถนาจะให้มีโดยครูไม่ต้องให้
ทั้งหมดนั่นเป็นการสรุปการเรียนรู้ 5 แบบ เพราะเช่นนั้น
คุณครูก็มีโอกาส ที่จะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้ แต่ด้วย สถานการณ์
ที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแบบใด วิธีการใดใช้เวลาใด
ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณครู |