|
เฉลียว ฉลาด
สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง
ที่คุณครูคงต้องให้เกิดมีขึ้นในเยาวชน นอกเหนือจากความรู้ 5 ประการ
ที่ว่า วิทยาการ ชีวิต จริยะ จิต และกาย หรือ กาย จิต จริยะ
ชีวิตและวิทยาการนั้นแล้ว คุณครูคงจะต้อง
ให้เยาวชนของเราเป็นผู้ตระหนัก สำนึก ระลึกได้ ให้ได้ ตระหนัก สำนึก
ระลึกรู้ ในเรื่องใด ในเรื่องคุณและในเรื่องค่าของตน ของชีวิตทั้งหลาย
เรียกว่า สรรพชีวิต ของสิ่งทั้งหลายที่อยู่รอบตน เรียกว่า สรรพสิ่ง
คุณครู คงต้องเพิ่มสิ่งเหล่านี้ให้เด็ก การมีความรู้เกี่ยวกับ กาย จิต
จริยะ ชีวิต และวิทยาการนั้น ศิษย์ของเราก็เป็นคนมีปัญญาแล้ว
เป็นคนทั้งดีทั้งเก่ง รวมอยู่ในนั้นแล้ว ฉลาดแล้วแต่ถ้าให้ตระหนัก
สำนึก ระลึกได้ ได้ด้วย ศิษย์ของเรา ก็จะเพิ่มคำว่า เฉลียวเข้าไปด้วย
เกิดเป็นความเฉลียวฉลาด เกิดขึ้นแก่ศิษย์ของเรา
ตระหนัก
คำว่า ตระหนัก
หมายความว่า เมื่อสิ่งใดเกิดเป็นปกติเช่นไร
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นแปรเปลี่ยนไป ในทางมากขึ้นก็ตาม น้อยลงก็ตาม
เร็วขึ้นก็ตาม ช้าลงก็ตาม สบายมากขึ้นก็ตาม สบายน้อยลงก็ตาม
ลำบากมากขึ้น หรือลำบากน้อยลงก็สุดแท้แต่
แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในอัตราที่ผิดปกติ ก็ตระหนักแล้ว
ตระหนักว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติ อาจจะมีอันตรายต่อชีวิต อย่างอยู่ใกล้ป่า
บางครั้งนกเขาก็ร้องกันอยู่ ส่งเสียงร้องเพลง ฟังแล้วสบาย สบาย
แล้วจู่ๆ
ขึ้นมา นกเสียงแซดขึ้นมาเลย แล้วซ้ำยังมีเสียงสัตว์อื่นแซดขึ้นมาอีก
ต้องตระหนักแล้ว เหตุการณ์อะไรกำลังเกิดขึ้นแล้ว ดีหรือไม่ดีไม่รู้
แต่ด้วยเป็นสัญชาตญาณของความหวาดภัยที่มีอยู่กับทุกชีวิต
ก็ระวังว่าจะเกิดเหตุร้าย นี่คือ ตระหนัก หรือ นกร้องเพลงส่งเสียง
แล้วอยู่ จู่ๆเงียบกริบเชียว เอผิดปกติแล้ว
ทำนองเดียวกันคุณครูเห็นเยาวชน ทุกวันเขาเล่นกันคึกครื้น
เอ๊ะมาวันนี้ดูจะหงอยไป การเล่นในวันนี้ ทำไมดูไม่คึกคัก เหมือนทุกวัน
ต้องมีอะไร เกิดขึ้นในจิตใจของศิษย์แล้ว
นั่นก็คือคุณครูได้ตระหนักว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว
จำได้หรือเปล่าว่าเหตุการณ์ในบ้านในเมือง ช่วงเวลาก่อนที่เรียกว่า
เศรษฐกิจฟองสบู่ ก่อนฟองสบู่แตก การจับจ่ายใช้สอย
ช่างหาง่ายอะไรปานนั้น เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนมือระหว่างที่ดิน
กลายเป็นของคนโน้นคนนี้ เปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน
สิ่งนั้นเป็นสิ่งผิดปกติ และไม่ตระหนัก เมื่อไม่ตระหนัก
พอเกิดสภาวะที่เรียกว่าฟองสบู่แตก คราวนี้เงียบผิดปกติ
ที่บอกว่าเปลี่ยนมือเร็วเหลือเกิน กลับกลายเป็นหาเงินยากเหลือเกิน
ชีวิตที่สบายในช่วงนั้น กลับกลายเป็นชีวิตที่ลำบาก เลือดตาแทบกระเด็น
เดือดร้อนไปทุกสารทิศ นี่คือ คำว่า ตระหนัก
เป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น
ถ้าหากว่าคุณครูยังความตระหนักให้เกิดขึ้นในศิษย์ แสดงว่าศิษย์ของเรา
เป็นคนช่างสังเกต สังเกตพฤติกรรม สังเกตสิ่งที่เกิด
ว่าแต่ก่อนนี้จับปลาได้แค่นี้แหละ ในลำห้วยลำธาร
แล้วจู่ๆมาวันหนึ่งทำไมจับปลาได้มากเหลือเกิน
นี่แสดงมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว ปลาหวาดหนีภัยมาจากที่ไหน
มารวมอยู่ตรงนี้
จับได้มาก แล้วเราจับได้มากเช่นนั้น ก็ต้องตระหนักต่อไปว่า
ไม่ช้าไม่นานก็หมด เป็นเช่นนี้ นี่คือคำว่าตระหนัก
สำนึก
คำว่าสำนึกนี่
เราเคยมีชีวิตที่เบิกบาน เราเคยมีชีวิตที่สะดวก
เมื่อมีคนคนนี้อยู่เคียงข้างเรา เมื่อมีคนคนนั้นอยู่ในครอบครัวเรา
เมื่อมีคนคนนั้นอยู่ในห้องเรียนของเรา
เมื่อมีคนคนนั้นอยู่ในโรงเรียนของเรา การทำงานของเราสะดวก
จะติดจะขัดเรื่องใดก็ได้พึ่งพาอาศัย ได้ปรึกษาหารืออย่างนั้น
แล้วจู่ๆมาวันหนึ่ง คนคนนั้นขาดไป คนคนนั้นไม่ได้มา
จะป่วยไปต้องขาดเรียนหรือไม่ได้อยู่ในโรงเรียน สักครึ่งเดือน
ชีวิตเราเริ่มลำบาก สำนึกได้ นี่ถ้ามีเขาอยู่ เราก็จะไม่ลำบากอย่างนี้
มีเขาอยู่ความวุ่นวายในโรงเรียนจะไม่เกิดเช่นนี้ เพราะว่า
เขาเป็นคนที่จะจัดการในเรื่องอย่างนี้ได้ มาสำนึก
ได้เมื่อเขาขาดไปจากเรา จะเป็นช่วงขณะหนึ่ง แต่ตอนมีเขาอยู่
ไม่ได้สำนึกเลย ไม่ได้เห็นคุณ ว่าเขามีคุณต่อองค์กรนี้ ต่อโรงเรียนนี้
ต่อห้องเรียนนี้อย่างไร นี่จะต้องมองให้เห็นคุณของการที่มีอยู่
การที่มีอยู่ คือ มีสิ่งนั้นอยู่ มีคนนั้นอยู่
มีพฤติกรรมเช่นนั้น ต้องเห็นรวมอย่างนี้ ว่าแต่ละคน มีคุณอย่างไรแก่ตน
คุณอย่างไรแก่สังคมในโรงเรียน ในห้องเรียน คุณอย่างไรแก่แผ่นดิน
คุณอย่างไรแก่ประเทศชาติ ต้องเห็นส่วนนี้ ถ้าสำนึกได้
และอีกไม่ช้าไม่นานเขากลับมาก็ยังพอทำเนา แต่บางครั้ง
สำนึกได้เมื่อสูญไปแล้ว เขาไม่ได้กลับมาอีกเลย แล้วจะเสียใจไปทำไม
เพราะฉะนั้น สำนึกได้ในลักษณะที่เรียกว่า มีแต่ความเศร้าโศก
มีแต่ความเสียใจและในที่สุดส่งผลให้เราเหน็ดเหนื่อย การสำนึกเช่นนี้
เป็นการสำนึกที่เกิดขึ้นโดยไร้ปัญญาในเบื้องต้น
แต่มีปัญญาสำนึกได้เมื่อภายหลัง เมื่อภายหลังสำนึกได้
จึงต้องเหนื่อยกันหน่อย จึงต้องเสียอกเสียใจ เสียดาย การเสียดายนี่
แสดงว่าสำนึกแล้ว ถ้ารู้อย่างนี้ ก็ไม่ทำอย่างนั้นหรอก
ถ้ารู้อย่างนี้ฉันไม่ทำอย่างนี้ และสิ่งนี้จะไม่แตกไปต่อหน้าฉันหรอก
ขาดปัญญา แต่ถ้ามีปัญญาจะตรงข้าม จะเรียกว่าระลึกได้
ระลึกได้
ระลึกได้ดีอย่างไร
เห็นสภาพอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้ อากาศดีเหลือเกิน ระลึกได้ว่า
ถ้าอากาศดีอย่างนี้ พยายามที่จะรักษาสิ่งนี้ ไม่ไปทำร้าย ไม่ไปทำลาย
พยายามไม่ให้ใครมาทำร้าย ไม่ให้ใครทำลาย ไม่ให้สูญเสียไป รักษาไว้
อนุรักษ์ไว้ ถ้ามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ชำรุดไป โดยอุบัติเหตุใดๆก็ตาม
ก็พยายามพัฒนาขึ้นมาใหม่ นี่เรียกว่า ระลึกได้ ระลึกได้ของคนมีปัญญา
เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมอง เราคงจะต้องทำด้วยวิธีการต่างๆ
ที่จะให้ศิษย์ของเราเป็นผู้ตระหนัก สำนึก ระลึกได้
ระลึกได้ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สภาพทั้งหลายทั้งปวง
การมีการเป็นทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเป็นเช่นนี้
ศิษย์ของเราจะเป็นผู้ที่เรียกว่า ทั้งเฉลียว และฉลาด เฉลียว
นี่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับชีวิต |