|
คุณ
คราวนี้มาพูดถึงคุณ
คุณที่เกิดแก่ตนนั้น คืออย่างไร คุณที่เกิดแก่กายตนนั้นคืออย่างไร
ก็คือเรื่องของกายที่จะต้องสะดวกสบายมากขึ้นซิ กายต้องการอะไร
ต้องการปัจจัย 4 พิจารณาให้ละเอียดต่อไป อาหารนี้ชัดเจน อาหารในที่นี้
ก็คือ อาหาร นี่เมื่อรับประทานไปแล้ว ร่างกายสมดุลย์
ไม่ใช่อาหารที่รับประทานไปแล้ว เกิดการสะสม ส่วนนั้นส่วนนี้
ส่วนนั้นมากเกินไป ส่วนนี้ขาดน้อยเกินไป กลายเป็นโรคขาดอาหาร
เพราะฉะนั้นในส่วนอาหารต้องมีกิน และกินอย่างมีคุณค่า กินอย่างสมดุลย์
นั่นคือส่วนของอาหาร ที่อยู่อาศัยก็คือที่หลบภัย
เพราะฉะนั้นที่หลบภัยก็ต้องหลบภัยให้ได้ ยามฝนจะตกก็ต้องกั้นฝนได้
ยามอากาศหนาว ก็ไม่ให้ความหนาวเข้ามาถึงตัวได้มากนัก
ก็บรรเทาความหนาวดังนี้เป็นต้น เครื่องนุ่งห่มก็เช่นกัน
คือห่อหุ้มร่างกายไม่ให้ถูกขูดข่วน เกิดอันตราย จากลม จากแดด จากมด
ริ้นไร และจากสัตว์ทั้งหลาย ก็ทำให้ ร่างกายนี้ เป็นปกติ
ไม่ใช่สัมผัสอะไรเข้าหน่อย ไม่เครื่องห่อหุ้ม ก็เกิดแผลขึ้นมา
ก็ลามเข้าสู่ส่วนอื่น ร่างกายก็ไม่เป็นปกติ ยารักษาโรค ที่บอกว่ารู้
ที่ครูว่าเมื่อกี๊นี้ หายใจให้เป็น ก็เป็นยารักษาแล้วล่ะ รู้จักทรงกาย
เป็นเกี่ยวกับร่างกายตน และถ้าหากว่าเมื่ออาการผิดปกติเกิดขึ้น
และเขียนหนังสือนานๆ ก็รู้ว่าเพียงแต่ยกมือแค่นี้ กางมือออกไปอย่างนี้
บิดมือมาข้างหน้าอย่างนี้ เอาหลังมือมาชนกันอย่างนี้
และยกขึ้นไปอย่างนี้ เอามาข้างๆอย่างนี้ อาการเมื่อยตรงนี้หายแล้ว
นี่ก็รู้จักการรักษาง่ายๆ นี่ไม่ใช่รักษาเฉพาะ อาการปวดเมื่อย
ยังรักษาความหย่อนยานได้อีกด้วย เฉพาะส่วนนี้
แต่ส่วนอื่นหย่อนยานจะต้องไปหาวิธีอื่นแก้กัน นี้ยกเป็นตัวอย่างง่ายๆ
นี่เราต้องรู้ รู้อย่างนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องคุณ คุณที่มีเกิดแก่กาย
ทีนี้คุณที่เกิดแก่จิตล่ะ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น
หรือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นได้จรรโลงจิตให้เบิกบานหรือไม่
สิ่งนั้นได้เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตของตนได้พัฒนาให้สูงขึ้นหรือไม่
หมายความว่าต้องกำหนดจิตหรือตั้งจิตของตนไว้ในลักษณะที่ถูกต้อง
ที่ดีที่งาม คุณครูก็ต้องรู้ รู้ว่าเมื่อใดเป็นโอกาส
ต้องรู้คำว่านี้เป็นโอกาส ไปที่ไหนเห็นศิษย์ผ่านเข้ามา พอเห็นศิษย์
ทำดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อหน้าตน ครูก็เข้าไปชม ... เธอทำอย่างนี้ดี
ครูก็เป็นผู้เห็นว่าศิษย์นั้น เป็นปัจจัยแห่งการบำเพ็ญเมตตาบารมีของครู
ในฐานะครูเป็นผู้ให้ และครูก็ให้ศิษย์คือให้กำลังใจ นั้นส่วนหนึ่ง
ในส่วนที่ 2 เห็นสิ่งนี้ทำอย่างนี้ดี ครูให้ความมั่นใจแก่ศิษย์
ว่าศิษย์ทำสิ่งนี้ดี มีศิษย์คนหนึ่ง รู้จักเขา ได้ให้คำแนะนำ
อยู่มาวันหนึ่ง เขาเข้าไปที่กรุงเทพฯ ไปพักอยู่กับเพื่อน
เพื่อนนั้นไปทำงาน เช้าเขาช่วยเพื่อนทำความสะอาด
ทำความสะอาดในบ้านเสร็จ เขาก็มาทำความสะอาดหน้าบ้าน อยู่หน้าบ้าน
สมัยนี้เขาเรียกว่า Town House มาทำ
หน้าบ้าน ปรากฏว่าเพื่อนบ้านมามองดูว่า เด็กผู้หญิงคนนี้ทำอะไรแปลกๆ
คงจะรู้สึกอย่างนั้น นี้เดาเอา เด็กคนนี้ก็อายแสนอาย
ทำความดีแต่อายเหลือเกิน อายที่เพื่อนบ้านมามอง เพราะว่าแต่ละหน้าบ้าน
รกรุงรัง ด้วยเศษพลาสติก กระดาษอะไรสารพัด เด็กคนนี้ก็หลบเข้ามา
ไม่กล้าทำ พอมาบอกเรา ก็ต้องรีบติดต่อกลับไป ให้ทำไป ปรากฏว่า
เพื่อนบ้านชื่นชม ก็บอกไปว่าทำให้เพื่อนบ้านด้วย
ต่อมาปรากฏว่าเพื่อนบ้านมาช่วยกันทำหน้าบ้านของตน
แต่กว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ จะต้องอาศัยความกล้า อาศัยกำลังใจ
ต้องอาศัยครูที่จะช่วยสิ่งนี้ถูกต้อง ให้เกิดความมั่นใจ
มั่นใจว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง เด็กคนนั้นตอนนี้ไปอยู่ที่นครปฐม
อยู่กับองค์กรหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติในทางที่ดี
เด็กผู้หญิงชื่อดอกรัก เป็นเด็กดีตั้งใจทำดี นี่เป็นตัวอย่าง
เพราะฉะนั้นครูมองเห็น นี่เป็นโอกาสของครูที่จะทำความดี และขณะเดียวกัน
ครูก็มองเห็นว่าให้ศิษย์คนนี้มีกำลังใจ มีความมั่นใจ
เรื่องกำลังใจนี้เป็นเรื่องสำคัญ ดังที่กล่าวมาแล้ว
สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่า ถ้าเมื่อใดใครก็ตาม สังคมใดก็ตาม
ประเทศใดก็ตาม หมดกำลังใจ คนคนนั้นล่มสลาย สังคมนั้นอยู่ไม่ได้
ประเทศนั้นพินาศ เพราะฉะนั้นอยากจะทำร้ายใคร สังคมใด ประเทศใด
ทำให้คนคนนั้นหมดกำลังใจเสียก่อน ทำให้สังคมนั้นหมดกำลังใจ
ทำให้ประเทศนั้นหมดกำลังใน ทำให้ประเทศนั้นหมดกำลังใจก็คือ
คนประเทศนั้นหมดกำลังใจ แล้วจะล่มสลาย นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า
ครูเป็นผู้ระลึกได้ เรียกว่าระลึกได้ และใช้โอกาส บำเพ็ญ เมตตา กรุณา
มุทิตา ให้เกิดในทุกขณะ ทุกเวลา ครูเป็นผู้ได้ในเบื้องต้น
และศิษย์เป็นผู้ได้ในที่สุด ครูจะเบื่อหน่ายในเรื่องนี้ไม่ได้
ถ้าครูเบื่อหน่ายในเรื่องนี้ แสดงว่า
ครูระลึกไม่ได้ว่าศิษย์เป็นปัจจัยแห่งการบำเพ็ญเมตตาบารมี
โดยมีศิษย์เป็นปัจจัย ศิษย์จะร้ายอย่างไร นั่นคือลูกศิษย์
เราก็ต้องดูว่า ถ้าร้ายในวันนี้แล้วไม่แก้
ต่อไปอันตรายเกิดแก่ชีวิตแน่นอน ถ้าไม่แก้อันตรายจะเกิดอย่างไร
คุณครูพอจะนึกได้ เด็กๆเองก็พอจะนึกได้
ถ้าตนแอบทำอะไรไม่ดีในห้องเรียนสักครั้งหนึ่ง คุณครูจับไม่ได้
หรือถ้าคุณครูยังเห็นแล้วยังเฉย ศิษย์น้อยคนนั้น
ก็แอบทำเรื่องนั้นเป็นครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ก็จะตามมา ทำสัก 2-3-4
ครั้ง อุปนิสัยก็จะบังเกิดขึ้นมา ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้
ฉันจะทำแบบนี้ แต่ถ้ากลับไปที่บ้านฉันไม่ทำหรอกเรื่องอย่างนี้
สภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยน แต่ถ้าทำในสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ
จากอุปนิสัยก็กลายเป็นนิสัย พอกลายเป็นนิสัย ที่โรงเรียนก็ทำ
ที่บ้านก็ทำ ชักจะแก้ลำบากแล้วนะ แล้วต่อไปถ้าทำเรื่องนั้น
ซ้ำอีกไม่กี่หนก็จะกลายเป็นสันดาน พอกลายเป็นสันดานแล้ว
ที่โรงเรียนก็ทำแบบนี้ ที่บ้านก็ทำแบบนี้ ไปอยู่ในสังคมใด ไปอยู่ ณ
ที่ใด ก็จะทำอย่างนี้ อันตรายเกิดแก่ชีวิต แก่ชีวิตของเด็กคนนั้น
ของเยาวชนคนนั้น ของศิษย์ของเราคนนั้น จึงได้สรุปไว้ดังนี้
หมั่นซ้ำย้ำทำ สิ่งใด อุปนิสัยในสิ่งนั้นก็บังเกิด
หมั่นซ้ำย้ำทำ อุปนิสัยใด นิสัยในสิ่งนั้นก็บังเกิด
หมั่นซ้ำย้ำทำ นิสัยใด สันดานในสิ่งนั้นก็บังเกิด
เมื่อพูดถึงคำว่าสันดาน
ก็มองว่าไม่ดี เป็นคำที่ ที่พูดแล้วสะดุ้งตื่นตระหนก ว่าสันดานไม่ดี
แต่สันดานดีก็มีเหมือนกัน จึงสรุปต่อไปว่า
หมั่นซ้ำย้ำทำสิ่งดีใด
ความดี ผลดี สิ่งดีนั้น พลันซึมสู่จิต
เกิดเป็นสันดานดี ในส่วนชีวิตตน
เมื่อเป็นสันดานดี
อยู่ที่ไหนจะอดไม่ได้หรอก จะทำดีอย่างนั้นแหละ
ก็กลายเป็นคนที่สังคมต้องการอย่างยิ่ง เหมือนกับคำว่า
ดั่งสายน้ำฉ่ำเย็น สายน้ำฉ่ำเย็นไหลไปสู่ที่ไหนจะไม่มีใครปฏิเสธ
ดินที่แห้งที่แล้งก็จะชุ่มชื่นขึ้นมา ชีวิตทั้งหลายก็จะเบิกบานขึ้นมา
เพราะฉะนั้น ชีวิตจึงเป็นดั่งสายน้ำฉ่ำเย็น เป็นอย่างนั้นแหละ
เป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงคุณครูเป็นผู้ที่ระลึกได้ ใช้โอกาส บำเพ็ญ
เมตตา กรุณา มุทิตา ในทุกขณะ ทุกเวลา ทุกสถานที่ เท่านี้แหละ
ศิษย์จะได้ความงามความดีจากครูสุดที่จะประมาณ เป็นความดีเมื่อเกิดแก่ตน
ซึ่งได้เน้นไปแล้วว่า แก่กายตน แก่จิตตน
คราวนี้ถ้าเป็นความดีที่เกิดแก่สังคมบ้างล่ะ
สังคมนี้เรามุ่งอะไร ในสังคม ต้องมีสันติ ไม่วุ่นวายสับสน
ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ครูจะทำให้แก่สังคม
หรือว่าผลกระทบที่จะมีแก่สังคม
ก็คือว่าศิษย์ของเราเป็นผู้ที่สังคมยอมรับ
เป็นผู้ที่ทำสิ่งดีงามให้เกิดแก่สังคม สังคมจึงศานติ
ด้วยฉะนี้ครูจึงมีบทบาทในทางอ้อม
ว่าเป็นครูของสังคม มิใช่เป็นครูของศิษย์เท่านั้น
หากแต่ว่าเป็นครูของสังคมขึ้นมาด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น
ถ้าคิดถึงแผ่นดิน ผู้บรรยายก็มอง มองดูว่าในแผ่นดินนี้ เป็นที่ตั้ง
เป็นที่อยู่ของสิ่งทั้งหลาย ของชีวิตทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในแผ่นดินนี้
จึงต้องมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ คือชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ มีความสมบูรณ์
สอดคล้อง เพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ จึงมาเป็นอันดับแรก
แผ่นดินใดจะจรรโลงชีวิตให้อยู่ได้ แผ่นดินนั้นต้องสมบูรณ์ มีน้ำ
มีอากาศ มีสิ่งต่างๆ มีพืช มีสัตว์ สมบูรณ์ ถ้าครูได้อบรมสั่งสอนศิษย์
ให้เข้าใจ ให้ตระหนัก สำนึกระลึกได้ ในชีวิตทั้งหลาย ชีวิตของตน
ชีวิตของสรรพสัตว์ ชีวิตของสรรพสิ่ง ก้อนหินไม่มีชีวิต
แต่มีภาพของชีวิต คือแตกสลายได้ เปลี่ยนแปลงได้ นั้นคือ ภาพของชีวิต
โต๊ะ สลายได้ เสื่อมได้ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องดูว่าศิษย์
เมื่อออกไปแล้ว ไม่ไปทำให้แผ่นดินเสียความสมบูรณ์ในแผ่นดิน
และยิ่งไปกว่านั้น จะต้องทำให้เกิดความอุดม นั่นคือ ถ้าสมบูรณ์
มีต้นไม้ชนิดนี้ 20 ต้น ก็จะมีสัตว์ชนิดนั้นได้ 50 ตัว
มีเชื้อราชนิดนั้นอยู่ได้ 500 กลุ่ม ถ้าเป็นอย่างนี้ เพิ่มต้นไม้นี้
จาก 20 เป็น 25 สัตว์นั้นก็เพิ่มขึ้น ราชนิดนั้นก็เพิ่มขึ้น
นี่เรียกว่า อุดมขึ้น มีจำนวนมากขึ้น คำว่า อุดม หมายถึง ปริมาณ
แต่สมบูรณ์ หมายถึงความหลายหลาก หลายหลากในสรรพสิ่ง สรรพชีวิต
ครูจึงเป็นครูของแผ่นดิน ผ่านทางศิษย์ ที่นี้
ประเทศชาติ สำหรับประเทศชาติเรามองอะไร ประเทศใด ในโลกนี้
หากไร้ศักดิ์ศรี ประเทศนั้นอยู่ในโลกนี้แสนลำบาก ใครเขาจะทำอะไรกับเรา
เขาก็ทำได้ ประเทศจะมีศักดิ์ศรี ก็ต่อเมื่อคนในประเทศมีศักดิ์ศรี
ศักดิ์ศรีประเทศอยู่ที่ไหน อยู่ที่คนในประเทศ เป็นคนดีไหม
เป็นคนฉลาดไหม เป็นคนเฉลียวไหม เป็นคนมีปัญญาไหม
เป็นคนมีวิทยาการหรือไม่ สรุปว่าอยู่อย่างเขาอิจฉานั่นแหละ
สรุปอย่างนี้ คุณครูจึงมีสถานะเป็นครูของประเทศ
ให้ประเทศอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยเหตุฉะนี้ ครูก็เป็นคุรุล่ะซิ
คุรุคือผู้หนัก หนักด้วยบทบาท หน้าที่ หนักว่าเป็นครูของชีวิตของศิษย์
เป็นครูของสังคม เป็นครูของแผ่นดิน เป็นครูของประเทศ นั่นคือคุรุ
และคุรุนี่แหละที่เขาเอาดอกไม้มากราบมาไหว้ มาบูชา
ที่ศิษย์จะคุกเข่าลงกราบเท้า เป็นเช่นนี้ ขอเพียงว่าคุณครู
ต้องระลึกได้ ใช้โอกาส
อารัมภบท ก็มาจบลงไว้แค่นี้ก่อน เท่าที่เวลาอำนวย คราวนี้
มาว่าเนื้อเรื่องจริงๆ เหลือ 15 นาที พอไหม เนื้อเรื่องจริงๆ
คืองานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
คืออะไร
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนนั้นประกอบด้วยต้นไม้
และเมื่อมีต้นไม้แล้ว ไม่เฉพาะมีแต่ต้นไม้ ในต้นไม้ ทั้งข้างในต้นไม้
ในเปลือก ในลำต้น บนต้นไม้ และรอบๆต้นไม้ ก็มีชีวิตอื่น
มาอยู่ร่วมอาศัยต้นไม้นั้น เป็นที่ออกไข่บ้าง เป็นที่หลบแดดหลบฝนบ้าง
เป็นที่ที่จะซ่อนตัวอยู่บ้าง เป็นที่ขยายแพร่พันธุ์
สรุปในโรงเรียนจึงมีต้นไม้ มีสรรพชีวิต
และโดยเหตุที่มีต้นไม้จึงมีสรรพสิ่ง มีดิน มีกรวด มีทราย มีน้ำ
มีแสงแดด มีสายลม อยู่ ณ ที่นั้น รวมทั้งมีเสียงของนักเรียน
มีเสียงของครู มีเสียงของวงดุริยางค์ มีเสียงการเล่นกีฬา
มีเสียงของการเตะลูกบอล มีสารพัด รวมอยู่ในโรงเรียน ทั้งหมดนั่นคือ
สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
เมื่อสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
มีองค์ประกอบเช่นนี้ คุณครูจะใช้องค์ประกอบเช่นนี้ ให้เป็นประโยชน์
เกิดการเรียนรู้ขึ้นมาให้ได้ครบ 5 องค์ประกอบ คือ กาย จิต จริยะ ชีวิต
และวิทยาการ และด้วยความตระหนัก สำนึก ระลึกได้
เพิ่มความเฉลียวขึ้นมาอีกด้วยได้อย่างไร
วิธีการคือนำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นมาเป็นปัจจัย ให้เยาวชน
เกิดมีความรัก รักคืออย่างไร ก็คือ รักโดยเห็นคุณ นั่นเป็นเบื้องต้น
และรู้ค่าในที่สุด
รู้ค่า
การรู้ค่าหมายความว่าอย่างไร
ก็หมายความว่ากว่าชีวิตนี้ จะเติบใหญ่มาถึงบัดนี้ ยากลำบากเพียงใด
ยกตัวอย่างต้นไม้ชนิดหนึ่ง สมมุติว่ามีอยู่ 10 ต้น แต่ละต้นมีดอกประมาณ
5,000 ดอก สรุปได้ว่าปีหนึ่งอาจจะมีดอกอยู่สัก 50,000 ดอก เมื่อดอก
50,000 ดอกนี้ร่วงลง มีฝักหรือมีผลติดอยู่ อาจจะติดเพียง 500 ผล
เท่านั้นแหละ ก็ดูต่อไปว่าใน 500 ผลมีเมล็ดสักเท่าไร
ก็มาดูโดยประมาณว่ามี 5,000 เมล็ด มาดูต่อไปว่า เมื่อใด ผลแก่
หรือฝักแก่เปลือกแตกออก เมล็ดล่วงหล่น พอถึงปีถัดไป ไปนับดู
มีต้นอ่อนๆอยู่ 10 ต้นเท่านั้น จาก 5,000 เมล็ดเกิดได้เพียง 10 ต้น
และดูต่อไป อีกว่า10 ต้นที่เกิด
จะเติบใหญ่ขึ้นมาจนกระทั่งออกดอกติดผลให้เมล็ดต่อไปนี้เหลืออยู่กี่ต้น
บางที รุ่นปีนี้ 10 ต้น อาจจะไม่เหลือเลย ต้องรอไปอีกสัก 10 รุ่น หรือ
20 รุ่น จึงมีต้นใหม่ขึ้นมาพอที่จะออกดอกติดผลเพียงต้นเดียว
นั่นแหละค่าของชีวิต ให้รู้ค่าเช่นนี้ จิตนั้นก็จะระลึกได้ว่า อ้อ...
สิ่งนี้ต้องรักษาไว้ ศิษย์ก็จะกลายเป็นผู้อนุรักษ์
นั่นก็คือจะเปี่ยมด้วยความเมตตา
เปี่ยมด้วยความกรุณาที่จะป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปทำร้าย
หรือจะแนะนำเพื่อน บอกว่า อย่าไปทำร้ายเขาและตนเอง ก็มีมุทิตา
ไม่ทำร้ายอยู่แล้ว ก็จะได้อย่างนี้ นี่ก็คืออนุรักษ์
และในที่สุดก็นำไปสู่การพัฒนานั่นเอง สรุปว่ารู้
และรักจนเกิดเป็นอนุรักษ์ แล้วก็ถ้าชำรุดทรุดโทรมด้วยเหตุใด ฝนตก
บังเอิญต้นกล้าล้มเอียง เพราะน้ำเซาะ เพราะฝนตกหนักกว่าที่เคยผ่านมา
และต้นไม้ต้นนี้ยังไม่เคยเจอะฝนที่หนักเช่นนั้น จึงล้มเอียงลง
ต้นไม้นี้อาจจะสูงเพียง คืบเพียงศอก ก็จะช่วยเขา
ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป ก็เรียกว่าพัฒนา
ศิษย์ก็กลายเป็นผู้ที่ทำทั้งอนุรักษ์พัฒนา
ที่คืองานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ทำเรื่องทั้งหลายทั้งปวงนี้
ทำอย่างบูรณาการ ต้นไม้เขาล้มอยู่ต้นเล็กๆ จะไปช่วยเขา
ก็ต้องนั่งลงปักหลักให้เขา ก็ต้องคุกเข่าให้เป็น ร่างกายไม่เสียสมดุลย์
แล้วจับเขาตั้งขึ้นมาก็ด้วยจิตที่เบิกบานอยู่ตลอด
จิตที่เปี่ยมด้วยความรู้ว่าตนกำลังทำอะไร ทำความดีอะไรอยู่ กายก็ได้
จิตก็ได้ ความรู้ก็เกิดว่า เขาล้มไปได้อย่างไร อ้อ..รากเขาเป็นอย่างนี้
จะจับตั้งเขาขึ้นมาอย่างนี้ เขาจะอยู่ได้ดีอย่างไร วิทยาการก็มี
ชีวิตก็เข้าใจ ก็ชวนเพื่อนให้ช่วยกัน
เพื่อนบางคนบอกว่ายังไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ไปทะเลาะกับเพื่อน
คนไหนช่วยก็เข้ามาช่วย นี่ก็เรียกว่าเข้าใจชีวิต
เข้าใจชีวิตว่าเพื่อนบางคนเห็นรู้ แต่ไม่ทำก็มี บางคนเห็น
รู้แล้วก็ทำก็มี จิตของเพื่อน 2 คนนั้น แตกต่างกัน
และไม่ไปทะเลาะกับเพื่อนทั้ง 2 คน คนช่วยกับคนไม่ช่วย ก็ไม่กังวล
ส่วนตนนั้นได้ทำ นี่ยังไง กาย จิต จริยะ ชีวิต และวิทยาการ พร้อมหมด
บูรณาการคืออย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่คุณครูจะให้
ขอเพียงคุณครูได้เริ่มให้ศิษย์ออกนอกห้องเรียน
สัมผัสในสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในโรงเรียน เริ่มจากพืชพรรณไม้
และขยายไปสู่สิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์
ไม่ว่าจะเป็นพืชอื่นๆ ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสายลม แสงแดด
หรือแม้กระทั่งน้ำ น้ำที่แห้ง ต้นไม้เหี่ยวเฉา
ก็เอาน้ำที่มีอยู่ที่ไหนก็ตาม เอามาใช้ เอามาให้ก็ได้
งานสวนพฤกษศาตร์โรงเรียนมีแค่นี้เอง ง่ายแสนง่าย แต่ขอความกรุณา
คุณครูอย่าเป็นผู้ลงมือกระทำกับสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยทั้งหลายนั้น
ศิษย์ต่างหากเป็นผู้กระทำ คุณครูเป็นผู้ที่จะถาม
ก็เหมือนว่าไปดูซิมีอะไรแล้วให้กลับมาบอก และถามต่อ
ถามให้เนื่องและต่อกันไป ถามเนื่องต่อ คือขณะนี้ พูดถึงเรื่องสี
ก็ถามถึงเรื่องสีจนจบ ถ้าพูดถึงเรื่องผิวก็ถามถึงเรื่องผิวจนจบ
เพราะขณะที่ถามถึงเรื่องสีนั้น เยาวชนก็ยังมีอารมณ์หมกมุ่นอยู่กับสี
อย่าไปทำให้เยาวชนนั้นอารมณ์กระเจิงไป เด็กกำลังเพลิดเพลิน
เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เช่นกำลังฝึกหายใจ กำลังเบิกบาน ถ้าครูบอกว่า
ไปดูซิ.. ตรงนั้นมีอะไร อย่างนี้ เรียกว่ากระเจิง แต่กำลังหายใจ
เบิกบาน ครูถาม อากาศเข้าไป เข้าไปอย่างไร
อากาศตอนนี้ชื้นมากหรือชื้นน้อย ถามให้เกี่ยวข้องกับอากาศนั่นแหละ
นี่ก็เรียกว่าเนื่องต่อ ตั้งคำถามที่เนื่องต่อ ในที่สุด เยาวชนก็รู้
ลึก ลึกเข้าๆๆๆ ในเรื่องนั้นเกิดเป็นความรู้จริง เกิดเป็นองค์ความรู้
สรุปได้โดยเยาวชน เยาวชนเป็นคนตั้งทฤษฎี ถ้าอยู่ในที่อากาศดี
ความชุ่มชื่นอย่างนี้ ตอนเช้าอุณหภูมิอย่างนี้หายใจเข้าไปอย่างนี้
อุณหภูมิร่างกายจะเป็นอย่างนี้ นี้เป็นองค์ความรู้ สรุปได้โดยเยาวชน
เป็นความรู้ของเยาวชนเองโดยเยาวชน เรียกว่า วิทยาการของตนโดยตน
ผู้รู้แท้คืออย่างนี้ ผู้รู้จริงคืออย่างนี้
ผู้รู้จนกระทั่งเป็นปราชญ์ก็เป็นอย่างนี้ จบครับ ยังเหลือเวลาอีก 6
นาที อารัมภบทเสียนาน เรื่องราวกลับกลายเป็นนิดเดียว
แต่แท้ที่จริงรวมแล้วเป็นหนึ่งใช่หรือไม่ครับ เมื่อเป็นเช่นนี้
คุณครูมีคำถามอะไรที่จะถามขอเรียนเชิญ ถ้าคุณครูไม่ถาม
จะให้เยาวชนเป็นผู้ถาม เยาวชนรู้สึกยังไง คิดยังไง ก็เชิญ
เชิญคุณครูก่อนครับ มีไหมครับ ....ไม่มี ไม่มี เยาวชนมีไหม
เด็กๆอยากจะถามอะไรบ้างเอย โอกาสดีนะ เรียกว่า ระลึกได้ ใช้โอกาสนะ
โอกาสที่เข้ามาในชีวิตแต่ละคน เมื่อเข้ามา ถึงครั้งหนึ่งแล้ว
อย่าไปหวังว่าโอกาสเช่นนั้น จะผ่านเข้ามา เป็นหนที่ 2 ของในชีวิตนี้
ไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เป็นโชคดีที่เยาวชนได้รับโอกาส
จะถามอะไรก็ได้อยากจะพูดจาอะไรก็ได้ เชิญมีไหม ....ไม่มี ยังไม่มี
แต่โอกาสของเด็กๆ ก็จะหมดนะ มีโอกาสแล้วจะผ่านไปแล้ว ....
ถ้าไม่มีจะถึงวาระของผู้บริหาร อยากจะถามอะไร ท่านผู้บริหารท่านใดก็ได้
เชิญครับ ยังไม่กระจ่างส่วนไหน หรือว่ายังคลุมเครือ
หรือว่ามีความเห็นไม่สอดคล้องไม่เป็นไร เพราะว่าเราต้องมีเสรีภาพ
แห่งการคิด แห่งการเรียนรู้
ถ้าไม่มีก็ขอพูดต่อ
ในการที่บรรยาย ในคราวนี้ เช้าวันนี้ตลอดมา
ถ้าคุณครูได้พิจารณาดูผู้บรรยาย ได้บรรยายมาในลักษณะของบูรณาการ
บูรณาการก็คือ กายของผู้บรรยาย อยู่ในสภาพที่สมดุลย์
จิตของผู้บรรยายมีจิตที่งามนัก ท่านไม่ทราบ แต่ผู้บรรยายนั้นทราบ
เพราะทราบมาหลายวัน เป็นแรมเดือนว่าจะต้องมาบรรยาย ให้ที่อำเภอปัว
ก็ตั้งจิตตั้งใจ ว่าจะนำสิ่งที่ดีที่สุด
ที่ตนรู้ที่ตนเข้าใจมาให้นี่จิตนี้ก็งาม
งามจนกระทั่งถึงก่อนที่จะบรรยาย ในขณะทำพิธีเปิด
ก็ยังตั้งจิตเช่นนั้นอยู่ และมาบัดนี้ ขณะที่บรรยาย
ก็มีจิตเช่นนั้นตลอดเวลา จริยะของผู้บรรยาย
ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ได้เป็นความเคารพ ความอ่อนน้อม นอบน้อมต่อคุณครู
เพราะตระหนัก ระลึกรู้ ตลอดว่าคุณครูนี้เป็นผู้มีพระคุณ
คุณครูนี้เป็นผู้มีความสำคัญ
สำคัญที่จะดลบันดาลให้แผ่นดินนี้เป็นอย่างไรก็ได้ สำคัญถึงขนาดนั้น
ก็ทำให้เด็ก เยาวชนนี้แหละ ถ้าให้เขาก้าวร้าว แผ่นดินนี้ก็วุ่นวาย
ถ้าให้เขาสงบ เขารู้ เขาฉลาด แผ่นดินนี้ ก็สงบ เปี่ยมไปด้วยปราชญ์
เปี่ยมไปด้วยคนที่มีความรู้ เป็นอย่างนี้ และขณะเดียวกัน
สำหรับเยาวชนที่เป็นศิษย์ ผู้บรรยายก็ได้ตระหนัก ระลึกรู้อยู่ตลอด
ว่านี่เขาเป็นกำลัง
ของแผ่นดิน กำลังที่สำคัญ เขาเป็นคนที่มีความสำคัญ
เขาอยู่ในหัวจิตหัวใจของเรา เขาเป็นชีวิตที่จะสื่อเจตนารมณ์ของเรา
ที่จะทำความดีต่อไป เมื่อตระหนักอย่างนี้
ก็ทำกับเยาวชนด้วยความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้ ไม่มีคำใดที่กล่าวดูหมิ่น
เหยียบย่ำ ทำร้าย นี่ก็เป็นบูรณาการ
และขณะที่ทำอยู่ก็เห็นอากัปกิริยาทั้งหลายของผู้ฟัง ก็มีความเข้าใจ
มีความเบิกบานอยู่เป็นนิจ
ท่านจะปรึกษากันในบางตอนที่พอพูดไปแล้วเกิดสะกิดใจ เกิดชอบใจ
ก็ปรึกษาหารือ บางตอนพูดไปแล้วไม่ได้ความ ก็สนทนากันน้อยๆก็ได้
หรือสนทนากันดังๆก็ไม่ว่า นี่ก็เข้าใจในชีวิต
และในส่วนของวิทยาการนั้นผู้บรรยายก็ได้อยู่ตลอด ได้อย่างไร
ขณะที่บรรยาย วิทยาการใหม่ได้เกิดขึ้น วิทยาการใหม่ที่ว่าด้วยการบรรยาย
ถ้าบรรยายอย่างนี้แล้ว เด็กน้อยมีอาการอย่างไร บรรยายอย่างนี้แล้ว
คุณครูมีอาการอย่างไร ก็รู้ว่าสิ่งที่บรรยายใช้ถ้อยคำเหมาะสมไหม
ใช้เสียงเหมาะสม ใช้กิริยาท่าทางเหมาะสมหรือไม่
เมื่อเป็นเช่นนี้
ก็ได้ทั้ง 5 ได้ทั้ง กาย จิต จริยะ ชีวิต และวิทยาการ
ก็มีความเบิกบานใจอย่างยิ่ง และความเบิกบานใจเช่นนี้เกิดเป็นผลดี
การกระทำเป็นบุญ เกิดเป็นผลดีที่เรียกว่าเป็นกุศล และ ณ บัดนี้ ก็
ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่คุณครูทุกท่าน ให้แก่เยาวชนทุกคน
เยาวชนก็มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอยู่ในเยาวชนเอง
ก็ขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดที่ได้กระทำในเช้าวันนี้
บูชาจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่มีอยู่ในครูทุกท่าน ทุกคน
และที่มีอยู่ในเยาวชน ในขณะเดียวกัน
ขอให้มีความมั่นอยู่ในความเป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่อุทิศ เป็นผู้ที่บำเพ็ญ
เมตตาบารมี ขอให้การบำเพ็ญของท่านได้ประสบความสำเร็จในที่สุด
ทุกท่านทุกคน ... สวัสดีครับ |